Monthly Archives: February 2020

  • 0

อากรแสตมป์ หนึ่งในภาษีที่ควรรู้จัก (เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี)

Category:Uncategorized Tags : 

อากรแสตมป์ที่เป็นดวงๆ แบบนี้ เป็นวิธีการเก็บภาษีอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ แต่จะมีวิธีเสีย หรือการใช้งานอย่างไรบ้าง มาดูกันครับ

อากรแสตมป์ที่เป็นดวงๆ แบบนี้ เป็นวิธีการเก็บภาษีอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ไม่ใช่แสตมป์สำหรับส่งไปรษณีย์อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจผิดกัน และที่สำคัญ เมื่อใช้อากรแสตมป์แล้ว ต้องขีดคร่อมที่อากรแสตมป์ด้วยนะครับจึงจะถือว่าสมบูรณ์

อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

เป็นภาษีในรูปแบบหนึ่ง ที่รัฐจัดเก็บจากการกระทำตราสาร(เอกสารแสดงสิทธิ์ต่างๆ) หรือ ทำสัญญา

• ภาระภาษี จะเกิดขึ้นเมื่อกระทำตราสารหรือสัญญานั้นเสร็จสมบูรณ์ คือ การลงลายมือชื่อคู่สัญญา*

• ต้องเสียอากรแสตมป์ภายใน 15 วัน  หลังจากกระทำตราสารเสร็จสมบูรณ์

• จัดเก็บจากการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์

• ตราสารหรือสัญญาที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • สัญญาจ้างทำของ
  • สัญญากู้ยืมเงิน
  • สัญญาค้ำประกัน
  • สัญญาเช่าที่ดิน
  • สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement)
  • สัญญาร่วมลงทุน (Joint-venture Agreement)

• ตราสารหรือสัญญาที่ทำในประเทศไทย

• ตราสารหรือสัญญาที่ทำในต่างประเทศ แล้วนำกลับเข้ามาในประเทศไทย (ต้องเสียอากรภายใน 30 วัน)

การเสียอากรแสตมป์

ผู้ที่มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ คือ คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับค่าตอบแทน เช่น

“สัญญาเช่าที่ดิน ผู้ให้เช่า เป็นผู้เสียอากร”

“สัญญากู้ยืมเงิน ผู้ให้กู้   เป็นผู้เสียอากร”

วิธีการเสียอากรแสตมป์

  • ปิดอากรแสตมป์ทับบนกระดาษแล้วขีดคร่อม
  • ใช้แสตมป์ดุนบนกระดาษ (ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม)
  • ชำระเป็นเงินสด* (สำหรับตราสาร 12 ประเภท ตามบัญชีอากรแสตมป์ ประมวลรัษฎากร)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์

• อากรแสตมป์เป็นเพียงเครื่องมือในการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่กฎหมาย

• สามารถซื้ออากรแสตมป์ได้ที่กรมสรรพากร

• สัญญาปากเปล่าไม่มีหนังสือ ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ (อากรแสตมป์ จัดเก็บจากการทำสัญญาเป็นหนังสือเท่านั้น)

• การไม่เสียอากร ไม่ได้ทำให้ตราสารนั้นไร้ผลทางกฎหมาย แต่มีผลทำให้ตราสารหรือตราสารนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้*

• อากรแสตมป์ไม่ใช่ดวงตราไปรษณียากร ไม่สามารถนำไปใช้ปิดซองจดหมายได้

Credit : www.dharmniti.co.th


  • 0

หนี้และทุน บริหารสมดุลให้ดี

Category:Uncategorized

การบริหารเงินในธุรกิจนอกจากกระแสเงินสดรับจ่ายในกิจการแล้ว เราต้องดูสัดส่วนระหว่างหนี้สินกับเงินทุนให้มีความพอดีกัน ซึ่งหาได้จากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (Debt to Equity Ratio) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า D/E Ratio เป็นอัตราส่วนที่แสดงว่าธุรกิจมีหนี้เป็นกี่เท่าของเงินทุน ค่าที่ได้ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็แสดงว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดมากเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เวลาเราไปขอสินเชื่อแล้วธนาคารจะทำการพิจารณาอัตราส่วนนี้เป็นอันดับแรกๆ

สำหรับค่า D/E Ratio ที่คำนวณได้นั้น จะสะท้อนถึงฐานะทางการเงินว่าเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ดำเนินธุรกิจนั้นมาจากหนี้สินหรือมาจากเงินลงทุนของเจ้าของ ถ้าค่าที่ได้ยิ่งสูง ก็แสดงว่าธุรกิจต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมมาก ย่อมมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก เท่ากับว่ากัดฟันสู้ทำธุรกิจมาเท่าไหร่ก็เอาไปใช้หนี้หมดเลย จึงมีความเสี่ยงสูงที่ธุรกิจจะเจ๊ง แต่หากค่าที่คำนวณได้มีค่าน้อย แสดงว่าธุรกิจดำเนินงานจากเงินทุนของเจ้าของ ถ้ากู้เงินทำธุรกิจ ก็กู้แค่พอประมาณ จึงมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นน้อย กำไรที่หามาได้ก็เอามาต่อยอดทำธุรกิจได้

อย่างไรก็ดี D/E Ratio ไม่ได้มีค่ากำหนดที่แน่นอนตายตัวว่าเท่าไหร่ถึงจะดี เพราะแต่ละธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมมีธรรมชาติในการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ความเหมาะสมของค่า D/E Ratio ที่ได้นั้นแตกต่างกัน  นอกจากนี้การคำนวณหา D/E Ratio ในแต่ละปี ก็จะช่วยให้ธุรกิจเห็นแนวโน้มความเสี่ยงทางการเงินของตัวเองว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง รู้อย่างนี้แล้วผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่อยากก้มหน้าก้มตาทำงานใช้หนี้ ก็ต้องให้บริหารสัดส่วนของหนี้สินกับส่วนของเจ้าของให้สมดุลกันนั่นเอง

Credit : www.kasikornbank.com


  • 0

สรรพากรชวนผู้ประกอบการเข้าระบบ VRT บน Blockchain คืน VAT ผ่านแอปพลิเคชัน

Category:Uncategorized Tags : 

กรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ในแต่ละวันกรมสรรพากรได้รับการยื่นขอคืน VAT จากนักท่องเที่ยวเฉลี่ยกว่า 5,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นการขอคืน VAT ด้วยการกรอกเอกสารกว่า 75% กรมสรรพากรจึงได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการคืน VAT ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกและได้รับ VAT คืนรวดเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจก่อให้เกิดการลงทุนและจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ส่วนผู้ประกอบการที่เข้าระบบนี้จะได้รับความสะดวกในการบริหารจัดการคืนภาษีได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว สามารถจัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ร้านค้าลดขั้นตอนงานเอกสาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าให้นักท่องเที่ยว (Vat Refund For Tourists/VRT) ไม่มีประวัติเป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมสรรพากรได้แบบทันที (Real Time)

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครโดยยื่นแบบคำขออนุมัติจัดทำแบบคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.10) โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ที่กลุ่มบริหารการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว ชั้น 17 อาคารกรมสรรพากร ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

Credit : www.pineapplenewsagency.com


  • 0

4 ขั้นตอนต้องรู้ มีประวัติค้างชำระกู้อย่างไรให้ผ่าน

Category:Uncategorized Tags : 

คำว่า “หนี้ที่มีปัญหา หรือหนี้ NPL” เป็นคำที่หลายๆ คนอาจไม่อยากได้ยิน ไม่คิดจะเป็น และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง หนี้ NPL คือ หนี้ที่มีการค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินของคุณอย่างมาก หากคุณมีการค้างจ่ายหนี้หรือจ่ายไม่ตรงเวลา เพราะมันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า “สัญญาไม่เป็นสัญญา เป็นหนี้แล้วไม่ชำระหนี้” เรื่องแบบนี้นอกจากจะส่งผลต่อการขอกู้ในอนาคตแล้ว ยังทำให้โอกาสในการได้รับอนุมัติยากกว่าคนที่มีประวัติใสสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เราลองมาดู 4 ขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติเพื่อกู้ให้ผ่านกัน

1. หันหน้ามาคุยกัน เพื่อเจรจาแก้ไข เนื่องจากการค้างจ่ายหนี้หรือการชำระไม่ตรงเวลานั้น อาจเกิดขึ้นโดยไม่เจตนา เช่น เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงงานได้รับความเสียหาย ผลิตสินค้าไม่ทัน จึงสูญเสียรายได้ ทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ตามกำหนด ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เจรจาหาทางออกร่วมกับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของคุณ เพื่อแก้ปัญหา ทั้งนี้การเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะอาจช่วยกันแก้ปัญหาได้ก่อนที่คุณจะกลายเป็นหนี้ NPL หรือหากเป็นไปแล้ว ก็ยังสามารถเจรจากันได้ ที่มักเรียกกันว่าการประนอมหนี้ ได้แก่ การยืดระยะเวลาการจ่ายหนี้ออกไปด้วยการลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนลง การขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้บางส่วน หรืออื่นๆ แล้วแต่กรณีไป

2. มุ่งมั่นแก้ไขปัญหา สะท้อนความตั้งใจ เพราะปัจจัยในการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคารนั้นดูที่ความตั้งใจในการชำระหนี้เป็นหลัก หากคุณไม่ย่อท้อ พยายามทำทุกทางเพื่อให้การแก้ไขหนี้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความร่วมมือในการจ่ายหนี้ หรือการปฏิบัติตามเงื่อนไขการผ่อนชำระอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้จะสะท้อนความตั้งใจในการแก้ปัญหาของคุณได้อย่างชัดเจน

3. สร้างประวัติใหม่ ผ่อนให้ตรงเวลา เนื่องจากประวัติการผิดนัดชำระหนี้เป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งคุณจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ว่าผ่อนเป็นปกติดีอยู่ 2-3 เดือนก็จะไปขอกู้ เพราะธนาคารยังไม่มั่นใจความสามารถในการชำระเงินของคุณ ดังนั้นคุณควรพยายามสร้างประวัติใหม่ให้ดีเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าฐานะทางการเงินของคุณกลับมาเป็นปกติแล้ว

4. เคลียร์หนี้ NPL ให้จบ เก็บหลักฐานอย่าให้หาย หากคุณสามารถเคลียร์หนี้ก้อนนี้ได้หมดแล้ว สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้จะออกหลักฐานยืนยันมาให้ ซึ่งคุณจะต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เพื่อใช้แสดงกับธนาคารที่คุณไปขอกู้ว่าคุณสามารถจบหนี้ที่มีปัญหาได้แล้วจริงๆ

สำหรับคนที่เป็นหนี้ที่มีปัญหา หรือเป็นหนี้ NPL ไปแล้ว การพิสูจน์ตัวเองนั้นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในระหว่างนี้ธุรกิจของคุณต้องมีวินัยทางการเงินอย่างมาก อย่าละเลยการเดินบัญชีหรือ Statement เพราะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงกระแสเงินสดของธุรกิจ หรือแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ชำระหนี้ แต่ทางที่ดีก็คือพยายามอย่าให้เกิดปัญหาขึ้นมา การไม่มีประวัติหนี้ค้างชำระย่อมดีที่สุด และหากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ ให้รีบคุยกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน อย่าปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็น NPL

Credit : www.kasikornbank.com


  • 0

ข่าวดี!! ครม. อนุมัติลงทุนเครื่องจักรหักรายจ่าย 2.5 เท่า

Category:Uncategorized

เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล* หักรายจ่ายเครื่องจักรได้ 2.5 เท่า

เงื่อนไข
1. ต้องจ่ายไปในวันที่ 1 ม.ค. 63 – 31 ธ.ค.63 และพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธ.ค. 63
2. ต้องเป็นการลงทุนใหม่ ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน และอยู่ในประเทศ
3. ต้องไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ
4. ต้องแจ้งโครงการลงทุนต่อกรมสรรพากร

*ไม่รวมถึงกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง

สรรพากรเตรียมออกกฎหมายสนองมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุน ในประเทศปี 2563 หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีฯ ที่กระทรวงการคลังเสนอ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ผู้ประกอบการนำรายจ่ายลงทุนในเครื่องจักรมาหักภาษีได้มากถึง 2.5 เท่า

นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เผยถึงสาระสำคัญของมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศว่า กำหนดให้ บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายจากการลงทุนในเครื่องจักร ในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2.5 เท่า โดยแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 จำนวน 1.5 เท่า (ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และส่วนที่ 2 จำนวน 1 เท่า เป็นการ หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ทั้งนี้ไม่รวมถึงกรณีที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่า แบบลีสซิ่ง และลงทุนในเครื่องจักร เพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง) โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ ในกรณีที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรภายในวันที่ 1 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น และ เครื่องจักรมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขประกอบดังต่อไปนี้

1. ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

๒. หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้และอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ภายใน 31 ธันวาคม 2563

๓. อยู่ในราชอาณาจักร

๔. ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับอื่น ๆ

จากการออกมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่ม ในภาคเอกชนกว่า 110,000 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ตามไปด้วย

ที่มา : กรมสรรพากร เต็มที่ เต็มใจ ให้ประชาชน


  • 0

SMEs กู้เงินประเภทไหน กู้ง่ายที่สุด

Category:Uncategorized Tags : 

คุณสมบัติ 3 ข้อนี้ที่ธนาคารจะพิจารณาจากตัวผู้กู้ก่อนจะทำการตรวจสอบเอกสารเป็นขั้นตอนถัดไป โดยการกู้นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ โดยความยากง่ายจะแตกต่างกันไป

  1. กู้ไปลงทุน
    เป็นการกู้เงินที่ธนาคารอยากให้ผ่านมากที่สุด เนื่องจากเป็นการเอาเงินไปขยายกิจการหรือรีโนเวทธุรกิจใหม่ เพื่อให้ได้กำไรที่มากขึ้น และยังสามารถสร้างสินทรัพย์ที่สามารถย้อนกลับมาเป็นผลกำไรได้อีกด้วย โดยการกู้เงินแน่นอนว่าเจ้าของกิจการต้องมี Statement หรือสินทรัพย์เพื่อเป็นการค้ำประกัน ธนาคารจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำกำไรจากธุรกิจที่เราเอาไปลงทุนว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

  2. เงินทุนหมุนเวียน
    การกู้ประเภทนี้เป็นธุรกิจในรูปแบบซื้อมาขายไป ใช้การจ่ายเงินเป็นรูปแบบเครดิตเพื่อหมุนเวียน เช่น ต้องใช้เงินทุนในการซื้อวัตถุดิบเพื่อเอามาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อขายซึ่งอาจจะไม่สามารถหมุนเงินได้ทันเวลา ดังนั้น การกู้แบบเงินหมุนเวียนต้องใช้เอกสารหรือสัญญาการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีรายรับที่ชัดเจนที่สามารถจ่ายหนี้ได้ และเพื่อใช้ประเมินวงเงินที่ต้องการมากู้ธนาคาร

  3. รีไฟแนนซ์
    การชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดด้วยเงินกู้ใหม่เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงหรือเพื่อให้ได้วงเงินกู้เพิ่มขึ้น เป็นการย้ายหนี้สินที่มีอยู่ ถ้าทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีการสร้างธุรกิจ ไม่มีการเพิ่มรายได้ กรณีเช่นนี้ธนาคารมักไม่ค่อยอยากพิจารณา แม้จะเป็นเงินต้นก็ตาม ยกเว้นลูกค้าที่มีเครดิตดี สำหรับคนที่มีประวัติทางการเงินไม่ดี ผลประกอบการค่อนข้างแย่ ธนาคารจะให้ผ่านค่อนข้างยาก  ดังนั้น การสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

ในการขอกู้เงินจากธนาคารเราต้องประเมินตัวเองให้ดีก่อนว่าเราต้องการเอาเงินไปทำอะไรและวงเงินการลงทุนที่เราสามารถจ่ายหนี้ได้ควรเป็นเท่าไรและควรยื่นกู้ประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเกิดภาวะล้มละลายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง

Credit : www.businesslinx.globallinker.com


  • 0

การจัดให้มีสวัสดิการพนักงานต้องจัดอย่างไร ให้สรรพากรยอมรับ

Category:Uncategorized Tags : 

การวางแผนภาษีเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน จะต้องเข้าใจเงื่อนไขและองค์ประกอบของความหมายของคำว่า สวัสดิการ ในมุ่งมองตามประมวลรัษฎากรเสียก่อน  สวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับพนักงานนั้น เพื่อให้ลูกจ้างมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในการทำงานดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงานจะถือเป็นหลักฐานทางภาษีอากร เพื่อใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบ ข้อดังต่อไปนี้

1.   สวัสดิการต้องมีระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ ออกมาให้แก่ลูกจ้าง

2.   สวัสดิการนั้นต้องไม่เลือกปฏิบัติ เป็นสวัสดิการที่ให้แก่พนักงาน หรือ  ลูกจ้างทุกคน ซึ่งไม่เท่ากันก็ได้แต่ต้องได้ทุกคน

3.   ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

   ต้องครบองค์ประกอบทั้ง ประการ สวัสดิการดังกล่าวจึงจะถือเป็นรายจ่ายของกิจการ นำมาคำนวณ กำไรสุทธิของกิจการได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร

สวัสดิการพนักงาน กับ รายจ่ายส่วนตัว

     การที่นายจ้างได้ให้สวัสดิการแก่พนักงาน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงาน ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามประมาลรัษฎากรและหากมีภาษีซื้อเกิดขึ้นจากค่าสวัสดิการพนักงาน ดังกล่าว ก็สามารถเครดิตภาษีซื้อหรือขอคืนได้ แต่สวัสดิการดังกล่าวจะถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้จะต้องมีองค์ประกอบ ประการดังนี้

1.   ต้องมีระเบียบกำหนดไว้เป็นสวัสดิการพนักงาน

2.   ต้องให้แก่พนักงานทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

3.   ต้องเกี่ยวข้องกับกิจการที่มีผลต่อการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พนักงาน

หากไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง ประการแล้ว ไม่ถือว่าเป็นสวัสดิการพนักงาน แต่ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวให้โดยเสน่หา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามของกิจการ มาตรา 65 ตรี(3)

 

Credit : www.thaitaxinfo.com/


  • 0

รู้ได้อย่างไร ว่านี่คือใบกำกับภาษีปลอม

Category:Uncategorized Tags : 

วิธีการดูใบกำกับภาษีที่อาจเป็นของปลอม มาดูกันว่ามีวีธีการตรวจสอบเบื้องต้นอย่างไร

1. เพ่งเล็งเป็นกรณีพิเศษประเภทสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น วัสดุก่อสร้าง ผ้า พลาสติก กระดาษ
2. สินค้าที่ซื้อไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ
3. ซื้อจากสถานที่มีความเสี่ยง เช่น สำเพ็ง คลองถม ร้านโชห่วย
4. ใบกำกับภาษีมูลค่าสูง, ราคาสินค้าหรือบริการไม่น่าเชื่อถือ, เขียนด้วยลายมือ, จ่ายชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด
5. ซื้อจากผู้ประกอบการรายเดียว ในวันที่ติดๆ กัน หรือใกล้กัน
6. ใบกำกับภาษีซื้อที่มีการนำมาใช้ในช่วงปลายเดือน ปลายปี
7. ใบกำกับภาษีที่ไม่พิมพ์คำว่า “เล่มที่”
8. แบบฟอร์มใบกำกับภาษีคล้ายกันหรือลายมือที่เขียนคล้ายกันแต่ชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีต่างกัน
9. วิธีการซื้อสินค้า ไม่ได้ซื้อจาก Supplier โดยตรง แต่ซื้อจากเซลล์หรือพนักงานขายสินค้า

Credit : www.dst.co.th


  • 0

นำเงินได้จากต่างประเทศเข้าไทย ต้องเสียภาษีหรือไม่?

Category:Uncategorized Tags : 

สำหรับผู้มีรายได้จากต่างประเทศ และต้องการนำเงินเข้าประเทศไทย แล้วไม่รู้ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ ลองไปดูรายละเอียดกันได้เลยครับ

เข้าข่ายเสียภาษี

สิ่งแรกที่คุณต้องรู้หากคุณทำงานอยู่ต่างประเทศ หรือมีรายได้จากต่างประเทศ และต้องการนำเงินได้เข้าประเทศไทย คือ

  • มีถิ่นที่อยู่ในประเทศหรือไม่ (อาศัยอยู่ในประเทศไทย มากกว่า 180 วัน ต่อปี)
  • นำเงินได้เข้าประเทศไทยในปีเดียวกันหรือไม่

เพราะประเทศไทยจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากแหล่งนอกประเทศไทยก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนำเงินได้ที่ได้รับจากแหล่งนอกประเทศไทยของปีนั้นเข้ามาในประเทศไทย ในปีเดียวกัน

เสีย/ไม่เสียภาษีก็ต่อเมื่อ

ต้องเสียภาษี

  • นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่ ในประเทศไทยมากกว่า 180 วัน ในปีเดียวกัน

ไม่ต้องเสียภาษี

  • นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 180 วัน ในปีเดียวกัน
  • อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 180 วัน แต่นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทยคนละปีกับเงินได้

Credit : www.dharmniti.co.th