Architecture ของ Crystal Hybrid Cloud

  • 0

5 ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียว (ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีและERP)


Tags : 

ประโยชน์ของบัญชีชุดเดียว มีอะไรบ้าง? 
1.ลงบัญชีได้ง่าย ตัวเลขถูกต้อง ไม่สับสน

การลงบัญชีจากเดิมที่ต้องคอยกังวลในการลงบัญชีผิดพลาด หรือสับสนกับบัญชีที่มีหลายเล่มซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกบัญชีและสะดวกในการทำธุรกรรมในแต่ละธนาคาร แต่โดยส่วนมากก็ถูกจับตามองว่าเป็นการกระทำเพื่อเลี่ยงภาษี โดยหากเปลี่ยนเป็นการใช้บัญชีเพียงชุดเดียวผู้ประกอบการก็จะสามารถลงบัญชีได้ง่ายขึ้น มีตัวเลขที่ถูกต้องเพียงตัวเลขเดียว ไม่ยุ่งยากในการตรวจสอบ และไม่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการโกงจากพนักงานบัญชี

2.ประเมินผลประกอบการได้ชัดเจน 

เจ้าของกิจาการจะรู้รายได้และที่มารายได้ทั้งหมด  รู้ต้นทุนในการดำเนินกิจการที่แท้จริง นำไปวางแผนได้มีประสิทธภาพ รวมถึงสามารถทราบว่าต้องใช้กลยุทธ์ในช่วงนั้นอย่างไร จะสู้หรือตั้งรับหรือจะถอยทัพนั่นเอง

3.เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

เนื่องจากบัญชีเดียวจะสะท้อนผลประกอบการที่โปร่งใส เป็นผลให้คู่ค้าไม่ลังเลที่จะเลือกคุณเป็นคู่ทำธุรกิจหากผลประกอบการคุณเข้มแข็ง

4.ใช้วางแผนภาษีได้ง่ายขึ้น

หลักการคิดภาษีนิติบุคคลคือ (รายได้-ค่าใช้จ่าย=กำไร) ซึ่งจะนำกำไรไปคิดภาษีที่ต้องจ่าย หากเราสามารถหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนั่นหมายความว่า ภาษีที่ต้องจ่ายก็จะลดลง ซึ่งค่าใช้จ่ายของเจ้าของกิจการเองก็สามารถวางแผนเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้ เช่น เงินเดือน ค่าอบรมสัมมนาซึ่งสามารถนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้มากถึงสองเท่า

5.เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อได้ และลดต้นทุนการเงิน

หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าวออกมา ก็มีการขานรับจากหลายธนาคารเรื่องการให้สินเชื่อในอัตราพิเศษสนับสนุน SMEs ที่ใช้บัญชีชุดเดียวเนื่องด้วยธนาคารเล็งเห็นว่า การใช้บัญชีชุดเดียวจะสะท้อนความสามารถในการดำเนินงานของกิจการอย่างแท้จริง กลายเป็นผลดีให้กับ SMEs ที่สามารถกู้ได้ถูกลง ลดต้นทุนทางการเงินของกิจการ

 

ERP product

 

Credit : www.kiatnakin.co.th

 


  • 0

งบกระแสเงินสด คืออะไร


          งบกระแสเงินสด คือ งบแสดงการเปลี่ยนแปลง การได้มา และใช้ไปของเงินสด หรือรายการเทียบเท่าเงินสด ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ซึ่งงบกระแสเงินสดจะแสดงให้เห็นถึงกระแสเงินไหลเข้า (Cash Inflows) และ กระแสเงินไหลออก (Cash Outflows) ของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด โดยแยกกิจการที่เกิดขึ้นออกเป็น ดังต่อไปนี้

การแสดงรายการในงบกระแสเงินสดจะนำกระแสเงินสดเข้าและกระแสเงินสดจ่ายมา แสดง ในส่วนของ กิจกรรมดำเนินงานจึงเป็นกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้หรือหากำไร และกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน ที่ประกอบด้วย

1.1 เงินสดรับ (Cash Inflows)

การแสดงรายการในงบกระแสเงินสดจะนำกระแสเงินสด เข้า และกระแสเงินสดจ่ายมาแสดงในส่วนของกิจกรรมลงทุนจึงเป็นกิจกรรม ที่เกิดจากการซื้อหรือขายสินทรัพย์ระยะยาว และเงินลงทุนที่ไม่รวมอยู่ในรายการเทียบเท่าเงินสด ที่ประกอบด้วย

2.1 เงินสดรับ (Cash Inflows)

การแสดงรายการในงบกระแสเงินสดจะนำกระแสเงินสด เข้า และกระแสเงินสดจ่ายมาแสดงในส่วนของกิจกรรมจัดหาเงินจึงเป็น กิจกรรมที่เกิดจากกิจกรรมที่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาด และองค์ประกอบของส่วนของเจ้าของกิจการ และส่วนกู้ยืม ของกิจการ ที่ประกอบไปด้วย

3.1 กระแสเงินสดรับ (Cash Inflows)

1. กิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities)

  • เงินสดรับจากลูกหนี้ค่าขายสินค้าหรือการให้บริการ
  • เงินสดรับจากเงินปันผลรับ
  • เงินสดรับจากดอกเบี้ยรับ
  • เงินสดรับอื่นจากการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่ารับ ค่าปรับ ค่าสิทธิ ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม

2. 1.2 เงินสดจ่าย (Cash Outflows)

  • เงินสดจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ
  • เงินสดจ่ายค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร)
  • เงินสดจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืม
  • เงินสดจ่ายค่าภาษีเงินได้
  • เงินสดจ่ายอื่นจากการดำเนินงาน

3. กิจกรรมลงทุน (Investing Activities)

  • เงินสดรับจากขายสินทรัพย์ระยะยาว เช่น การขายที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน หรือสินทรัพย์ระยะยาวอื่น
  • เงินสดรับจากการขายเงินลงทุน
  • เงินสดรับจากการคืนเงินกู้ยืมจากลูกค้า
  • เงินสดรับจากการขายตราสารหรือสัญญาขายเงินตราล่วงหน้า

4. 2.2 เงินสดจ่าย (Cash Outflows)

  • เงินสดจ่ายจากการซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น การซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือสินทรัพย์ระยะยาวอื่น
  • เงินสดจ่ายจากการซื้อเงินลงทุน
  • เงินสดจ่ายจากการให้ลูกค้ากู้ยืมเงิน
  • เงินสดจ่ายจากการซื้อตราสารหรือสัญญาขายเงินตราล่วงหน้า

5. กิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Activities)

  • เงินสดรับจากการกู้ยืมเงิน หรือออกหุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน
  • เงินสดรับจากการเพิ่มทุน หรือออกหุ้นทุน

6. 3.2 กระแสเงินสดจ่าย (Cash Outflows)

  • เงินสดจ่ายคืนเงินกู้ยืมหรือคืนหุ้นกู้
  • เงินสดจ่ายจากการซื้อหรือถอนหุ้นทุน

Credit : www.dharmniti.co.th


  • 0

ภาษีต้องห้ามที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ !


Tags : 

ภาษีต้องห้ามเกิดขึ้น เพื่อกำหนดว่าค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาหักภาษีขายได้ และค่าใช้จ่ายแบบไหนที่ไม่สามารถนำมาหักได้

ภาษีซื้อแบบไหนที่ไม่สามารถนำมาหักภาษีขายได้

  1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ออกใบกำกับภาษี การที่ไม่มีใบกำกับภาษีนั้นจะไม่สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้ เพราะไม่รู้ว่าผู้ขายเป็นใครผู้ซื้อเป็นใครและมีรายการซื้ออะไร
  2. ใบกำกับภาษีซื้อมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ใบกำกับภาษีที่ไม่เป็นไปตามกำหนดของกฎหมาย มีข้อความไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ทางที่ดีนั้นคือควรตรวจสอบใบกำกับภาษีให้ดีทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
  3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลเพิ่ม แม้การซื้อสินค้าหรือรับบริการจะมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและครบถ้วน แต่หากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่นค่านมผง ค่าแพมเพิส ค่าขวดนม เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลยกับกิจการค้าขายพลาสติกที่ทำอยู่นั้น ก็จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้เช่นกัน
  4. รายจ่ายเพื่อการรับรอง ค่ารับรองหรือค่าบริการหรือค่าให้ความอำนวยความสะดวกให้กับบุคคลหรือแขกของกิจการ เป็นต้นว่า ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา ค่าของขวัญ ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อเพื่อขอคืนภาษีได้
  5. การซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่ออกใบกำกับภาษีโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้แก่ บุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่นอกราชอาณาจักรแต่มีตัวแทนออกแทนในนามผู้ประกอบการ หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทรัพย์สินถูกนำออกมาขายทอดตลาด หากซื้อสินค้าหรือบริการจากบุคคลหรือผู้ประกอบการที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะได้ใบกำกับภาษีมา แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นภาษีซื้อได้
  6. ภาษีซื้อทีเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรว่าไม่สามารถนำมาหักภาษีขายได้ ได้แก่
    • ค่าใช้จ่ายจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์ รวมถึงซื้อสินค้าและรับบริการเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน
    • การซื้อสินค้าหรือรับบริการตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ
    • การซื้อสินค้าเพื่อใช้เอง
    • ภาษีซื้อที่จากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ได้นำอาคารนั้นไปขายหรือให้เช่าในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

Credit : www.smemove.com


  • 0

อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย(Interest Converage) คืออะไร


อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่วัดระหว่างกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีกับดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสามารถในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ของกิจการ

สูตรในการคำนวน 
อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย    =    กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี / ดอกเบี้ยจ่าย    (เท่า)

การตีความหมายของค่าที่คำนวณได้
หากค่าที่คำนวณได้ > 1 หมายถึง กิจการสามารถทำรายได้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย เป็นอัตราที่มีค่ายิ่งสูงยิ่งดี
หากค่าที่คำนวณได้ < 1 หมายถึง กิจการไม่สามารถทำรายได้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ยมีความเสี่ยงที่เจ้าหนี้จะบังคับคดีตามกฎหมาย

Credit : www.doithai.com


  • 0

ข้อผิดพลาดของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนและการแก้ไขข้อผิดพลาด


Tags : 

 กิจการอาจพบข้อผิดพลาดในการจัดทำงบการเงินของงวดก่อน ๆ ในงวดปัจจุบัน  ข้อผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการคำนวณตัวเลขผิด  การนำนโยบายบัญชีมาปฏิบัติไม่ถูกต้อง  การตีความผิดพลาด  การทุจริตหรือความเลินเล่อ  ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจจำแนกได้ 3 ชนิด คือ

1. ข้อผิดพลาดในงบดุล ( Balance  Sheet  Errors ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์  หนี้สิน  และทุน  อันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น  การจัดจำแนกลูกหนี้การค้าระยะสั้นเป็นเงินลงทุนระยะสั้น  หรือการจัดตั๋วเงินจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายหรือการจัดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น  ข้อผิดพลาดดังกล่าวนี้  จะต้องรายการแก้ไขปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

                2. ข้อผิดพลาดในงบกำไรขาดทุน ( Income  Statement  Errors )  หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีรายได้หรือค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น บันทึกค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร  หรือบันทึกรายได้จากดอกเบี้ยรับเป็นรายได้จากการขาย  ข้อผิดพลาดในการจำแนกรายการในงบกำไรขาดทุนผิดจะไม่มีผลกระทบต่องบดุลและงบกำไรขาดทุน  ดังนั้น  ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีก่อที่ได้ปิดบัญชีไปแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องลงรายการแก้ไขปรับปรุงเมื่อตรวจพบ  แต่ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีปัจจุบันระหว่างปี  ก็จำเป็นต้องรายการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

                3. ข้อผิดพลาดที่กระทบทั้งงบดุลและงบกำไรขาดทุน ( Balance  Sheet  and  Income  Statement  Effect ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์ หรือ หนี้สิน หรือ ทุน  และกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่าย  เช่น  มิได้บันทึกรายได้หรือค่าใช้จ่าย เช่น มิได้บันทึกรายได้ค้างรับ ณ วันสิ้นงวดการบัญชี  ผลของความผิดพลาดนี้จะทำให้รายได้ของงวดต่ำไป  ซึ่งเป็นผลทำให้กำไรสุทธิของงวดต่ำไป  และทำให้สินทรัพย์มีจำนวนต่ำไปด้วย 

Credit : www.myaccount-cloud.com


  • 0

การเลือกรูปแบบธุรกิจและพื้นฐานภาษี ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี


Tags : 

สิ่งสำคัญที่ควรจะพิจารณาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนทำธุรกิจก็ คือ “การเลือกรูปแบบธุรกิจ” เพราะธุรกิจแต่ละรูปแบบก็มีวิธีการจัดตั้งและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดภาระทางภาษีที่แตกต่างกันด้วย เช่น ธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็น “บุคคลธรรมดา” หรือ ธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบบริษัทมี สถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งแบ่งเป็นการจดจัดตั้งเป็น 4 รูปแบบดังนี้

  1. เจ้าของคนเดียว

ธุรกิจเจ้าของคนเดียวเป็นการลงทุนคนเดียว การจัดตั้งทำได้ง่าย การบริหารคล่องตัวเพราะตัดสินใจคนเดียว กำไรจากกิจการไม่ต้องแบ่งให้ใคร แต่หากธุรกิจขาดทุน เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบผลขาดทุนเพียงคนเดียวเช่นกัน กิจการรูปแบบนี้มีข้อบังคับทางกฎหมายน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเจ้าของต้องแบกรับภาระของกิจการไว้ทั้งหมด ธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียวมีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเจ้าของ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ “ภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดา” และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ. ทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย

  1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ

กิจการที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุน ผู้ที่มาลงทุนในกิจการเรียกว่า “หุ้นส่วน” ทุนที่หุ้นส่วนนำมาลงในกิจการอาจจะเป็นเงิน สินทรัพย์อื่น หรือแรงงาน ก็ได้ โดยหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ห้างหุ้นส่วนสามัญโดยเริ่มต้นแล้วมีสถานะเป็น “บุคคลธรรมดา” ซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ.ทะเบียนพาณิชย์ ยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย

แต่ถ้าหากห้างหุ้นส่วนสามัญไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญก็จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” นอกจากนี้ในแง่ของการดำเนินคดีทางกฎหมาย เช่น หากเกิดคดีความฟ้องร้อง ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ผู้ฟ้องจะฟ้องร้องหุ้นส่วนคนไหนก็ได้ แต่หากห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว การฟ้องร้องจะต้องฟ้องร้องตัว ห้างหุ้นส่วนก่อน หากห้างหุ้นส่วนมีทรัพย์สินไม่พอ จึงค่อยฟ้องร้องหุ้นส่วน

นอกจากนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญยังมีข้อจำกัดในเรื่องการโอนหุ้น คือ การโอนความเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคนก่อน จึงจะทำได้

ในอดีตผู้ประกอบการบางรายเลือกรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล สำหรับกิจการของตนเพราะคิดว่าเป็นการประหยัดภาษี เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของตัวหุ้นส่วนอีกรอบหนึ่ง ต่างจากห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องนำ เงินปันผลไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหากต้องการใช้เครดิตภาษีเงินปันผล  อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมสรรพากรได้แก้ไขข้อกฎหมายโดยกำหนดให้ส่วนแบ่งกำไร จากห้างหุ้นส่วนสามัญต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนอีกรอบหนึ่ง และไม่สามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2558

  1. ห้างหุ้นส่วนจำกัด

เป็นกิจการที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุน การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ.ทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย ข้อแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดกับห้างหุ้นส่วนสามัญ คือหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

“หุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด”  หมายถึง เครดิตภาษีเงินปันผลคือส่วนกำไรของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัทที่ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว โดยผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลจากนิติบุคคลสามารถเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ โดยนำเครดิตภาษีมารวมเป็นเงินได้ เพื่อคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องเสีย แล้วจึงนำเครดิตภาษีมาหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ทำให้ท้ายที่สุดแล้วส่วนแบ่งกำไร หรือเงินปันผลที่ได้รับนั้นเสียภาษีบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว หุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวน

“หุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด” หมายถึงหุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการจำกัดจำนวน คือไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนไปเท่านั้น การโอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัดทำได้ง่ายกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ เนื่องจากหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดสามารถโอนหุ้นให้ผู้อื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

ห้างหุ้นส่วนสามัญ -หุ้นส่วนทุกคนไม่จำกัดความรับผิดชอบ

>> สถานะเป็นบุคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

>> การโอนความเป็นหุ้นส่วนต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

ข้อดีห้างหุ้นส่วนจำกัด -หุ่นส่วนมีประเภทจำกัด และไม่จำกัดความรับผิดชอบ

>> สถานะเป็นนิติบุคคล

>> การโอนหุ้นของหุ้นส่วนประเภทจํากัดความรับผิดชอบทําได้โดยไม่ จําเป็นต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

>> ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี 

  1. บริษัทจำกัด

เป็นกิจการที่มีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป นำเงินมาร่วมกันลงทุนแบ่งออก เป็น”หุ้น” ซึ่งแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน แต่ “ผู้ถือหุ้น” แต่ละคนอาจมีจำนวนหุ้นไม่เท่ากันก็ได้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะได้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ และมีส่วนรับผิดชอบไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ตนเองถืออยู่ หากยังชำระค่าหุ้นไม่ครบก็ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมแค่ส่วนของมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ จึงเป็นที่มาของคำว่าบริษัทจำกัดนั่นเอง

เนื่องจากแหล่งเงินทุนของบริษัทจำกัดมาจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นหลายคน การบริหารและอำนาจการตัดสินใจจึงไม่ได้อยู่ที่เจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่จะบริหารในรูปแบบของ “คณะกรรมการบริษัท” ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่อาจเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพก็ได้

บริษัทจำกัดมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งต้องจดทะเบียนจัดตั้ง และมีข้อบังคับทางกฎหมายมากกว่าธุรกิจที่เป็นห้างหุ้นส่วนหรือเจ้าของคนเดียว แต่ก็มีความน่าเชื่อ ถือมากกว่าเช่นกัน

ข้อดี

>> จํากัดความรับผิด

>> บริหารแบบมืออาชีพ

>> มีความน่าเชื่อถือ

>> อัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดต่ำกว่าบุคคลธรรมดา

ข้อเสีย

>มีขั้นตอนการจัดตั้งมากกว่ารูปแบบอื่น

> บริหารในรูปคณะกรรมการ

> อาจไม่คล่องตัวในบางสถานการณ์

> ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงกว่าบุคคลธรรมดา

> ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี

Credit : www.bangkokbanksme.com


  • 0

วางแผนมรดก


การจัดการกับทรัพย์สมบัติ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม คือ รู้จักวางแผนมรดกและใช้พินัยกรรมเป็นเครื่องมือ“คุมเกม” เพราะถึงแม้จะเสียชีวิต แต่คุณยังมีสิทธิคุมเกมการเงินได้ตามกฎหมาย จะยกอะไรให้กับใครก็ได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีมรดกตาม พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 โดยผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก คือ ผู้รับมรดกที่ได้มรดกสุทธิหลังหักภาระติดพันต่างๆ แล้ว เช่น ภาระจำนอง ฯลฯ จากเจ้ามรดกแต่ละรายในคราวเดียวหรือหลายคราว ให้เสียภาษีเฉพาะมูลค่ามรดกสุทธิส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราภาษีร้อยละ 10 แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานก็ให้เสียภาษีในอัตราภาษีร้อยละ 5 ไม่คำนึงถึงจำนวนครั้ง หรือ จำนวนหน่วยของทรัพย์มรดกที่ได้รับ โดยทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษีต้องเป็นสิ่งของที่มีทะเบียน ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก ได้แก่
  • บุคคลที่มีสัญชาติไทย (บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล)
  • บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถื่นที่อยู่ในประเทศไทยหรือได้รับทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก ได้แก่่

  • ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกที่ตายก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ
  • คู่สมรสของเจ้ามรดก
  • บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
  • หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
  • บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

Credit : พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558


  • 2

ถูกหวยต้องเสียภาษีไหม ?


Tags : 

การถูกลอตเตอรี่ หรือได้รางวัลชิงโชคต่าง ๆ ทั้งการส่งรหัสใต้ฝาชิงโชค หรือตอบคำถามร่วมสนุกในรายการทีวี หนังสือพิมพ์ รางวัลที่ได้รับล้วนต้องถูกเก็บภาษีทั้งนั้น โดยรางวัลแต่ละประเภท จะถูกเก็บภาษีในรูปแบบและอัตราที่แตกต่างกัน ส่วนจะโดนเก็บภาษียังไงบ้างนั้น ตามมาดูกัน

ถูกหวย-รางวัลชิงโชค ต้องเสียภาษีประเภทไหน อย่างไรบ้าง ?

          สามารถแบ่งประเภทของรางวัลออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล และรางวัลชิงโชคอื่น ๆ โดยมีรูปแบบการเก็บภาษี ดังนี้
1. สลากกินแบ่งรัฐบาล

หากถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ถูกรางวัลจะโดนหักค่าอากรแสตมป์ หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทันทีที่ไปขึ้นเงินในอัตรา 0.5% ของเงินรางวัล หากเป็นสลากแบบธรรมดา แต่ถ้าเป็นสลากการกุศลชุดพิเศษ จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตรา 1% โดยทั้ง 2 แบบจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ไม่ต้องนำเงินรางวัลไปยื่นภาษีประจำปีอีก

 2. เงินรางวัลชิงโชคอื่น ๆ
          แต่หากเป็นเงินรางวัลจากการชิงโชคอื่น  ๆ เช่น ส่งรหัสใต้ฝา ทายบอลผลโลก ตอบคำถามร่วมสนุก เป็นต้น จะโดนเก็บทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5%
Credit : www.kapook.com

  • 0

สินทรัพย์ทางการเงินคืออะไร?


สินทรัพย์(Asset) หมายถึง สิ่งที่มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน ที่ผู้ถือครองสามารถนำไปขายเพื่อรับเงิน หรือ แลกเปลี่ยนเป็นสินค้าหรือบริการอื่นๆได้

สินทรัพย์ทางการเงิน(Financial Asset) จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง แต่เป็น “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” และยังมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสินทรัพย์อื่นๆ คือ ลักษณะทางกายภาพ หรือ รูปแบบของสินทรัพย์ไม่ได้เป็นปัจจัยกำหนดมูลค่า สินทรัพย์ทางการเงินมักอยู่ในรูปของเอกสารสัญญาต่างๆ มูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงินจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดหรือผลตอบแทนที่สินทรัพย์ทางการเงินนั้นจะมอบให้แก่ผู้เป็นเจ้าของในอนาคต และระดับความเสี่ยงของตราสารทางการเงินนั้น

ประเภทของสินทรัพย์ทางการเงิน

สินทรัพย์ทางการเงินที่เป็นที่นิยมในการลงทุน และรู้จักกันเป็นอย่างดีได้แก่

1. เงิน(Money) – เป็นสินทรัพย์ที่ทุกฝ่ายในระบบการเงินยอมรับให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน รวมถึงการชำระหนี้

2. ตราสารทุน(Equities) – เป็นสินทรัพย์ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกิจการของผู้ที่ครอบครองตราสารนั้น สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

– หุ้นสามัญ(Common Stocks) –  มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากชำระหนี้และค่าใช้จ่ายต่างๆ มีสิทธิในการบริหารผ่านการลงคะแนนเสียงในที่ประชุม

– หุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Stocks) – ได้รับเงินปันผลในจำนวนคงที่หรืออัตราคงที่ตามที่กิจหารกำหนดไว้ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ แต่หลังจากการชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่มีสิทธิในการบริหารกิจการ

3. ตราสารหนี้(Debt Instruments) – เป็นสินทรัพย์ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ โดยผู้ถือมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินต้นที่กิจการจะต้องชำระคืนเมื่อครบกำหนดอายุของตราสาร และรายได้ในรูปดอกเบี้ยตลอดอายุของตราสาร

4. ตราสารอนุพันธ์(Derivative Instruments) – เป็นตราสารที่จะให้สิทธิแก่ผู้ถือตราสารในการได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในอนาคต

 

Credit : investmentaddict


  • 0

มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ – IAS


มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศของ IAS คืออะไร

มาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) เป็นชุดมาตรฐานเก่าที่ระบุว่าธุรกรรมประเภทใดและเหตุการณ์อื่น ๆ ควรมีการสะท้อนในงบการเงินอย่างไร . ในอดีตมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศที่ออกโดยคณะกรรมการของคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASC) ตั้งแต่ปี 2544 มาตรฐานใหม่นี้เป็นที่รู้จักในฐานะมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) แม้ว่า IASC ไม่มีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานบัญชี แต่หลายประเทศกำหนดให้งบการเงินของ บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นตามมาตรฐาน IAS

ภารกิจของ IASB คือการพัฒนา IFRS และนำความโปร่งใสความรับผิดชอบและประสิทธิภาพของตลาดการเงินทั่วโลก คณะกรรมการติดตามผลของหน่วยงานของรัฐดูแลองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยการส่งเสริมความน่าเชื่อถือการเติบโตและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลก กระบวนการในการกำกับดูแลและกระบวนการยุติธรรมขององค์กรมีการกำหนดมาตรฐานโดยไม่ขึ้นกับผลประโยชน์พิเศษในขณะเดียวกันก็สร้างความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทั่วโลก

Credit : toptipfinance