Architecture ของ Crystal Hybrid Cloud

  • 0

การจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล


Tags : 

ถาม-ตอบปัญหา “การจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล”

รายละเอียดคลิกลิ้งค์

https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/10279.pdf

 

Credit : www.rd.go.th


  • 0

5 ขั้นตอนทำกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพ


5 ขั้นตอนทำกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ 1: วางแผนกระแสเงินสดด้วยเงินทุนที่มี 

 วิธีนี้จะเป็นการต่อยอดและสร้างสภาพคล่องให้ทางการเงินได้ดำเนินไปอย่างไม่สะดุด ถือเป็นการเริ่มต้นในการวางแผนที่ดีด้วยเงินทุนที่มีของตัวเองมาเสริมธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 2: สร้างรายได้เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ คุณอาจมองหาช่องทางการเพิ่มกระแสเงินสดทางธุรกิจด้วยการเพิ่มรายได้ในงานอื่นหรือเพิ่มเวลาในการทำงานเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้ธุรกิจคุณมีสภาพคล่องขึ้น
ขั้นตอนที่ 3: รายจ่ายต้องสมดุลกับรายได้ของธุรกิจ ให้พิจารณาถึงความสมดุลของรายรับและรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจว่ามีความเสี่ยงหรือกระทบต่อกระแสเงินสดธุรกิจของคุณหรือไม่อย่างไร?
ขั้นตอนที่ 4: แยกค่าใช้จ่ายทางธุรกิจกับเงินส่วนตัวออกจากกัน ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวันของคุณเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ควรแยกและวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลและธุรกิจออกจากกัน เพราะธุรกิจของคุณต้องดำเนินร่วมไปกับการจัดการทางธุรกิจเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 5: ขั้นตอนการลงทุน หากธุรกิจคุณประสบความสำเร็จการบริหารจัดการเงินได้อย่างลงตัว คุณอาจมองหาการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จากการลงทุนด้วยกระแสเงินสดทางธุรกิจ  การลงทุนที่ว่านี้ คือการลงทุนเพื่อเป็นการต่อยอดและสอดคล้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้ต่อไปในอนาคต
Credit : www.moneyhub.in.th

  • 0

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี


Tags : 

   อาชีพทางการบัญชี ถือเป็น หนึ่งอาชีพที่ติดอันดับในประชาคมอาเซียน เลยที่เดียว นั้นหมายความว่า ถ้าหาก เยาวชนไทยคนใดที่มีความสนใจ ในการศึกษาวิชาการด้านการบัญชี ก็จะเป็นบุคลากรเป้าหมายของประเทศในกลุ่มอาเซียน

วันนี้ ดิฉันในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาด้านการบัญชี จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ มาศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี  นั้นคือ ความหมายของ  สินทรัพย์   หนี้สิน  และส่วนของเจ้าของ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ที่สนใจในการศึกษาวิชาการบัญชี ควรต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก โดยมีสาระ  เบื้องต้นดังนี้

สินทรัพย์(Assest)  หมายถึง  สิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินโดยมีบุคคลหรือกิจการเป็นเจ้าของ  เช่น  เงินสด  เงินฝากธนาคาร  สลากออมสิน  พันธบัตรรัฐบาล  สัมปทานเหมืองแร่  ลิขสิทธิ์เพลง เป็นต้น

หนี้สิน(Liability)  หมายถึง ภาระผูกพันที่บุคคลภายนอกพึงมีต่อกิจการอันเกิดจากการซื้อสินทรัพย์ หรือการใช้บริหารและยังไม่ได้ชำระเงินให้หรือชำระเพียงบางส่วน  เช่น ซื้อรถยนต์โดยผ่อนชำระ  ซื้อคอมพิวเตอร์โดยแบ่งชำระ  4 งวด ซื้อเฟอร์นิเจอร์โดยขอเครดิต1เดือน  ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ายังไม่ได้นำเงินไปชำระ  เป็นต้น

ส่วนของเจ้าของ(Owner,s equity) หมายถึง กรรมสิทธิ์ที่บุคคลหรือกิจการมีในสินทรัพย์  ซึ่งคำนวณได้จาก     สินทรัพย์  – หนี้สิน  และในกรณีที่บุคคลหรือกิจการ    ไม่มีหนี้สิน  ส่วนของเจ้าของ= สินทรัพย์     ดังนั้นส่วนของเจ้าของอาจเรียกว่าสินทรัพย์สุทธิ(Net Assets or  Net  Worth)

Smartbizบัญชี-เงินเดือน-ผลิต


  • 0

การคำนวนค่าเสื่อมราคาตามวิธีอัตราเร่งที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี


Tags : 

วิธีอัตราเร่ง ( Accelerated Method ) หมายถึง หรือวิธีอัตราลดลง ( Decreasing Charge Method ) หมายถึง   ซึ่งมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยม ได้แก่

1. วิธีผลรวมจำนวนปีของอายุการใช้งานคงเหลือ ณ วันต้นปีทุกปี ( Sum of the Year’s Digit )

2. วิธียอดลดลงทวีคูณ ( Double Declining Balance Method )

วิธีผลรวมจำนวนปีของอายุการใช้งานคงเหลือ ณ วันต้นปีทุกปี ( Sum of the Year’s Digit ) วิธีนี้จะถือจำนวนปีหรืออายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรเป็นเกณฑ์โดยใช้ผลบวกรวมทั้งสิ้น ในรูปของเศษส่วนและจำนวนเศษส่วนจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อจำนวนค่าเสื่อมราคาประจำงวดบัญชี การคำนวณ

1. ผลรวมจำนวนปี = n ( n + 1 ) /2

2. ราคาสุทธิ = ราคาทุน – ราคาซาก หมายเหตุ  n = จำนวนปีที่คาดว่าสินทรัพย์จะใช้งานได้

วิธียอดลดลงทวีคูณ ( Double Declining Balance Method ) หลักการคำนวณ คือ จะคำนวณหาอัตราค่าเสื่อมราคาต่อปีและปรับจำนวนเป็น 2 เท่า นำอัตรา 2 เท่าที่คำนวณได้ไปคำนวณหาค่าเสื่อมราคาประจำงวด โดยคำนวณจากราคาตามบัญชี ( Book Value )ของสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงทุกปี และวิธีนี้ไม่นำราคาซากมาเกี่ยวข้องกับการคำนวณ การคำนวณ ค่าเสื่อมราคา = ( 2 x อัตราร้อยละของวิธีเส้นตรง ) x ราคาตามบัญชี ณ วันต้นงวด

ERP product

 

 


  • 0

อ่านงบการเงินเป็น เห็นภาพธุรกิจชัด


Tags : 

เข้าใจ 5 คำ ก่อนอ่านงบการเงิน

การอ่านงบการเงินจะเป็นเรื่องง่ายดาย หากเจ้าของธุรกิจเข้าใจความหมายของ 5 คำที่เป็น Key Words สำคัญนี้ก่อน เพราะในการจัดทำบัญชีงบการเงิน จะต้องนำข้อมูลธุรกิจที่เกิดขึ้นมาบันทึกบัญชีใน 5 หมวดหลักนี้ ประกอบด้วย

  • สินทรัพย์ คือ สิ่งที่มีประโยชน์ต่อเนื่อง และมีมูลค่าแปลงเป็นเงินสดได้ เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ค่าอุปกรณ์สำนักงาน หรือสิ่งที่ไม่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ แต่มีประโยชน์ต่อเนื่อง เช่น ค่าสินค้าจ่ายล่วงหน้า
  • หนี้สิน คือ ภาระผูกพันที่ต้องจ่ายชำระในอนาคต เช่น เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร ค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำค้างจ่าย
  • ทุน คือ ทรัพยากรของกิจการ เช่น หุ้นสามัญ
  • รายได้ คือ การได้มาที่เพิ่มขึ้นซึ่งไม่มีภาระผูกพัน เช่น รายได้จากการขายสินค้า ดอกเบี้ยรับ รายได้อื่น หรือการลดลงของภาระผูกพันที่ไม่ต้องจ่ายชำระ เช่น การที่เจ้าหนี้ยอมยกหนี้สินให้ เท่ากับเป็นรายได้ที่เพิ่มเข้ามา โดยไม่ต้องจ่ายเงินออกไป
  • ค่าใช้จ่าย คือ สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อเนื่อง มูลค่าลดลงตามสภาพหรือทยอยหมดประโยชน์ เช่น เงินเดือน ค่าเช่าโกดัง
    ทั้งนี้ สินทรัพย์ หนี้สินและทุน จะแสดงอยู่ใน งบแสดงฐานะการเงิน ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายจะใส่อยู่ใน งบกำไรขาดทุน

“หากจะอ่านผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจ แนะนำให้ตัด รายได้อื่น ออกไปก่อน แล้วหารายได้หลักให้เจอ เพราะรายได้อื่นคือความไม่แน่นอน อาจทำให้เรามองภาพผลการดำเนินงานผิดไป เหมือนว่าจะดีแต่อาจไม่ดีก็ได้ เช่นเดียวกับ กำไร จำไว้เสมอว่ากำไรเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น คุณต้องหาตัวเงินให้เจอ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในลูกหนี้การค้ากับสินค้าคงคลังนั่นเอง”

อ่านงบการเงินขาด เพื่อคุณภาพของธุรกิจ
เรื่องการประมวลผลข้อมูลทางการเงิน คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักบัญชีไป แต่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ SME มีหน้าที่อ่านงบการเงิน ตั้งคำถาม และมองภาพธุรกิจให้ออก

ยกตัวอย่างเช่น งบแสดงฐานะการเงินระบุว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเร็ว 8,550,000 บาท มีหนี้สินหมุนเวียน 2,700,000 บาท หากดูตัวเลขเพียงผิวเผิน เหมือนบริษัทจะมีสภาพคล่อง แต่ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ต้องระมัดระวัง หากสามารถบริหารการเก็บเงินลูกหนี้การค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงจะจัดว่าสภาพคล่องธุรกิจอยู่ในโซนปลอดภัย     แต่ถ้าจะอ่านข้อมูลให้ลึกกว่านั้น คำนึงแนะให้ดูสินทรัพย์ 2 ตัว คือ เงินสดและเงินฝากธนาคาร แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สิน หากหนี้สินมากกว่า ธุรกิจก็มีความเสี่ยง หากสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ก็อย่าเพิ่งประมาท ต้องดูให้รอบคอบว่าหนี้สินหมุนเวียนนั้นได้รวมต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) แล้วหรือไม่ เพราะนั่นคือเงินที่ต้องจ่ายออกไปในอนาคต     ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจมักจะดูสรุปผลการดำเนินงานและฐานะการเงินปีละ 1 ครั้ง เพราะกฎหมายกำหนดให้บริษัทปิดบัญชีเป็นประจำปี แต่ถ้าต้องการคุณภาพในการบริหารงานแล้ว กูรูกล่าวว่า การพิจารณาข้อมูลทางการเงินเป็นรายปีอาจยังไม่เพียงพอ หากเป็นไปได้ควรดูเป็นประจำเดือน หรืออย่างน้อยเป็นรายไตรมาส เรียกว่ายิ่งถี่ ยิ่งดีนั่นเอง

Credit : www.kasikornbank.com


  • 0

การเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ-ภาษีขายที่เกี่ยวข้องกับ ERP


Tags : 

การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30

เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 30 (ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมกับชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ทำการคำนวณออกมาแล้วว่าภาษีขายมีจำนวนที่มากกว่าภาษีซื้อในเดือนนั้นๆ

ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ – ภาษีขาย

1. ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ

  • ทำการรวบรวมสำเนาใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่เกิดจากการซื้อสินค้า หรือจ่ายค่าบริการต่างๆ เกี่ยวข้องส่งผลประโยชน์ให้กับบริษัท โดยที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจะต้องไม่ใช่ภาษีต้องห้ามตามที่สรรพากรได้กำหนดไว้
  • จัดทำรายงานภาษีซื้อ สำหรับใบกำกับภาษีที่เกิดจากการซื้อสินค้า หรือค่าใช้จ่ายภายในกิจการ ที่เกิดขึ้นในเดือนที่จัดทำ ภ.พ. 30 ทั้งหมด

2. ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีขาย

  • ทำการรวบรวมสำเนาใบกำกับ ที่เกิดจากการขายสินค้า หรือขายบริการต่างๆ ออกไป
  • จัดทำรายงานภาษีขายสำหรับใบกำกับภาษีที่มียอดจากการขายสินค้าและบริการ ของเดือนที่ทำการออกใบกำกับภาษี รวมไปถึงการจัดทำรายงานให้กับใบกำกับภาษีที่ถูกยกเลิก ใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ด้วย

3. จัดทำฟอร์ม ภ.พ. 30

หลังจากที่จัดเตรียมเอกสาร หรือรายการภาษีซื้อ และภาษีขายกันไปแล้วต่อมาก็เป็นขั้นตอนของการกรอกแบบฟอร์ม ภ.พ.30 เพื่อนำยอดของภาษีซื้อ และภาษีขายที่รวบรวมจัดทำรายงานเพื่อทำการเปรียบเทียบคำนวณว่าภาษีขายมีจำนวนที่มากกว่าภาษีซื้อในเดือนนั้นๆ หรือไม่ การคำนวณก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำ ภาษีขาย  –  ภาษีซื้อ เท่านี้เราก็จะได้จำนวนของ ภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิแล้ว หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อกิจการจะต้องนำส่งกรมสรรพากร

ERP product


  • 1

เปรียบเทียบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล


Tags : 

ในการทำธุรกิจ เรามีทางเลือกว่าต้องการให้ธุรกิจของเรามีสถานะทางกฎหมายเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้ ซึ่งนี่ คือทางเลือกที่เรามีได้อย่างอิสระ ไม่มีทางเลือกแบบไหนถูกหรือผิด

แล้วจะเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา

 

Credit : https://sme.ktb.co.th


  • 0

การบัญชีแบบลีนเป็นยังไง


การบัญชีแบบลีน (Lean Accounting)

สวัสดีครับ  ตามสัญญาที่ให้ไว้  หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Lean Management มาบ้างแล้วจากบทความก่อนที่ได้นำเสนอไป  วันนี้จะขอนำเสนอ  “การบัญชีแบบลีน  (Lean Accounting)” 

ความหมายของการบัญชีแบบลีน

การบัญชีแบบลีนเป็นการทำบัญชีตามหลักแนวคิดของลีน   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบัญชีต้นทุน  โดยการเปลี่ยนจากการบัญชีต้นทุนแบบเดิมเป็นแนวคิดของลีน  เพื่อนำระบบบัญชีไปใช้กับระบบการจัดการและการผลิตตามแนวคิดของลีนอย่างถูกต้องและเหมาะสม

โดยจะต้องเข้าใจแนวคิดแบบลีนก่อน  และต้องปรับปรุงการปฏิบัติงานทางบัญชีให้ทันกับการให้ผลิตและการให้บริการ  ซึ่งการใช้วิธีต้นทุนแบบเดิมที่ใช้ในการวัดผลนั้นมี ข้อบกพร่อง  3 ประการคือ

  1. ระยะเวลาในการออกรายงานซึ่งออกรายงานทุกๆ สิ้นเดือนนั้นช้าเกินไป
  2. รูปแบบของรายงานเป็นรูปแบบรายงานทางการเงิน ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ เพื่อปรับปรุง       ในระดับย่อย
  3. รูปแบบรายงานค่อนข้างซับซ้อน เข้าใจยาก

หลักการของการบัญชีแบบลีน  มีหลักการและวิสัยทัศน์ที่สำคัญ ดังนี้

  1. เพื่อที่จะช่วยให้เกิดความถูกต้อง  ทันเวลา และเข้าใจในข้อมูลการดำเนินงานของระบบการผลิตแบบลีนที่องค์กรนำมาใช้และเพื่อการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ   เช่น  กระแสเงินสด  ความสามารถในการทำกำไร  การเติบโตขององค์กร  ความพึงพอใจของลูกค้า  เป็นต้น
  2. การใช้เครื่องมือของแนวคิดแบบลีนมาช่วยลดการสูญเสียขององค์กรจากการกระทำที่ไม่เกิดคุณค่าต่อสินค้าและบริการ  ในขณะที่ยังคงควบคุมการดำเนินงานด้านการเงินอยู่
  3. สนับสนุนและผลักดันให้ระบบลีนและระบบการบัญชีแบบลีนเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาการปฏิบัติงานภายในองค์กร

หลักการสำคัญ ในการปฏิบัติ มี 5 ประการดังนี้

  1. ลีนและการบัญชีธุรกิจอย่างง่าย

นำแนวความคิดลีน มาประยุกต์ใช้ในงานทางด้านบัญชี  เพื่อลดการความสูญเสียในกระบวนการปฏิบัติงานทางบัญชี  การรายงานและวิธีการทางการบัญชีอื่นๆ ขององค์กร  โดยอาจใช้เครื่องมือ  แผนที่กระแสคุณค่า การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องแบบลีนและแนวทางการปรับปรุงด้วยวงจรคุณภาพ PDCA

  1.   กระบวนการทางบัญชีช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ลีน

รายงานและวิธีการทางการบัญชีแบบลีน เกิดขึ้นได้ด้วยการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Flow) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน รวมถึงความซ้ำซ้อนต่างๆ อันเกิดมาจากความเคยชินในการปฏิบัติงานของเราเอง

  1.   การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและทันเวลา

นอกจากการปรับปรุงกระบวนการทำงานแล้ว  การสื่อสารกับผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องในแผนก และองค์กร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ การกระตุ้นให้เกิดการมีความคิด  รับผิดชอบ  และมีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ  แต่เกิดจากการเปิดกว้างที่สนับสนุนให้เกิดการบริหารด้วยตนเอง  จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงาน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการบริหารจัดการแบบลีน   เพราะหากการ
สื่อสาร ดีแล้ว การทำงานย่อมไม่ติดขัดเป็นธรรมดา”

  1.    การวางแผนตลาด การดำเนินงาน และการเงิน

การบัญชีแบบลีน  จะช่วยส่งผลให้ระบบรายงานทางการเงินต่างๆ รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ทำให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย รวมถึงการวางแผน
งบประมาณต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

  1.   การควบคุมภายในทางการบัญชีที่ดี

การปรับปรุงกระบวนการทำงาน  (Flow)  ก่อให้เกิดการมองภาพเห็นถึงระบบงานต่าง ๆ รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน  ทำให้ง่ายต่อการมองเห็นช่องว่างที่เกิดขึ้น อันจะส่งผลต่อการกำหนดขั้นตอนการควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ  ลดความเสี่ยงในความผิดพลาดในการปฏิบัติงานที่อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการควบคุมภายในที่ดีได้

โดยสรุปแล้ว  “การบัญชีแบบลีน”  เป็นการค้นหา วิธีการในการลดขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานด้านบัญชีลง  ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Flow)  การปรับปรุงการสื่อสารข้อมูลกับผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย ไม่เสียเวลา   ทำให้ง่ายและก่อให้เกิดความรวดเร็วในการวิเคราะห์รายการทางบัญชี  นำไปสู่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง  และการออกงบการเงินที่ทันต่อความต้องการของผู้บริหารต่อไป

Credit : www.myaccount-cloud.com


  • 0

5 ส่วนสำคัญของงบการเงินที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่ใจ


Tags : 

5 ส่วนสำคัญของงบการเงิน ในแต่ละส่วนบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง?

1.งบดุล

พูดถึงงบทางการเงิน งบที่พื้นฐานที่สุดก็คงหนีไม่พ้นงบดุล ซึ่งคนเรียนบัญชีต้องเรียนเป็นสิ่งแรกๆ ซึ่งงบดุลนั้นเกิดจากพื้นฐานของสมการ สินทรัพย์ = หนี้สิน+ส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งทำให้งบดุลถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือส่วนสินทรัพย์ และส่วนของหนี้สินรวมกับส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งตามหลักแล้วทั้ง 2 ฝั่งจะต้องเท่ากันเป๊ะ

ซึ่งในรายละเอียด ส่วนของสินทรัพย์จะแยกเป็นสินทรัพย์ระยะสั้น หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น เงินสด, เงินฝาก, หุ้นของบริษัทในบริษัทอื่น) กับสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ (เช่น อสังหาริมทรัพย์, เครื่องจักรต่างๆ, ยานพาหนะ) และส่วนของหนี้สินจะแยกเป็นหนี้สินระยะสั้น (ที่ต้องชำระภายใน 1 ปี) และหนี้สินระยะยาว (ที่ต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี)

งบดุลเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นภาพใหญ่ของธุรกิจ ผ่านสินทรัพย์ และแหล่งที่มาของเงินทุนของบริษัทจากส่วนของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งตรงนี้งบดุลที่มีหน้าตาเหมาะสมก็คือ งบดุลที่มีความสมส่วนกันสองข้าง เช่น มีหนี้สินระยะสั้นไม่มากไปกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น (มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถหาเงินสดมาชำระหนี้ได้ตามกำหนด) หรือมีการขยายตัวของสินทรัพย์ระยะยาวไปพร้อมๆ กับหนี้สินระยะยาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทก่อหนี้ได้ถูกประเภทของการได้มาซึ่งสินทรัพย์ เป็นต้น

2.งบกำไรขาดทุน

แม้ว่างบดุลจะมีความสำคัญเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของธุรกิจ แต่บางทีผู้บริหารก็อาจต้องการมองภาพย่อยให้เห็นภาพเร็วๆ มากกว่าที่จะต้องไปดึงตัวเลขจากงบดุลมาวิเคราะห์อีกที งบการเงินตามมาตรฐานปัจจุบันทั่วไปจึงมีมากกว่างบดุล และงบส่วนต่อมาที่ควรจะกล่าวถึงก็คือ งบกำไรขาดทุน

งบกำไรขาดทุนก็คือ การแสดงให้เห็นยอดขายหรือรายได้ของธุรกิจ แล้วเอามาหักลบด้วยต้นทุนต่างๆ ของธุรกิจ แล้วแสดงผลต่างออกมาเป็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของธุรกิจ

งบกำไรขาดทุนสามารถแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ เช่น การแยกรายได้จากการขาย และรายได้จากการบริการ ไปจนถึงรายได้จากเงินปันผลในหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่บริษัทถือไว้ หรือส่วนของต้นทุน ก็อาจแยกได้เป็นต้นทุนการขาย ต้นทุนการบริการ ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งจะแยกอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจเป็นหลัก

อย่างไรก็ดีรายละเอียดที่สำคัญที่สุดของงบกำไรขาดทุนที่สำคัญคือ ส่วนของต้นทุนขาย และ ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจ ซึ่งหากพิจารณาปีต่อปีมันจะทำให้เห็นหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น การที่ยอดขายเพิ่มขึ้น  แต่อัตราผลกำไรกลับลดลง มันก็อาจเกิดจากการขยายตัวของต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายการขายที่โตเร็วกว่ายอดขายก็ได้ เป็นต้น

3.งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น

งบส่วนนี้เป็นงบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงความมั่งคั่งของเจ้าของบริษัท ซึ่งรายละเอียดมันอธิบายง่ายๆ  ก็คือ การแสดงมูลค่าหุ้นพื้นฐานตามราคาจดทะเบียน มูลค่าของหุ้นที่เกิดขึ้นตามราคาตลาด ผลกำไรของบริษัท และเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้น

งบส่วนนี้เหมาะกับการพิจารณาของนักลงทุนว่าควรจะลงทุนในบริษัทดีหรือไม่ เพราะการพิจารณาปีต่อปีก็จะทำให้เห็นเน้นไปที่ส่วนของผู้ถือหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้โดยตรง และจะทำให้เรามองเห็นชัดว่ามันเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากองค์ประกอบใดในส่วนของผู้ถือหุ้น และทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการ เช่น นักลงทุนที่เน้นเงินปันผลควรจะดูงบการเงินส่วนนี้ของบริษัทต่างๆ เพื่อให้เงินนโยบายด้านเงินปันผลของบริษัทในแต่ละปีเมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิ หรือนักลงทุนที่ไม่เน้นเงินปันผลแต่เน้นมูลค่าของหุ้นก็อาจเลือกลงทุนในบริษัทที่จ่ายปันผลน้อย แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกำไรสะสมของบริษัท เป็นต้น

4.งบกระแสเงินสด

สภาพคล่องเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจที่มักจะต้องพิจารณาแยกส่วนอื่นๆ เนื่องจากบริษัทที่เติบโตดี  ก็อาจมีสภาพคล่องต่ำได้ มันจึงมีงบกระแสเงินสดแยกออกมาจากงบการเงินส่วนอื่น เพื่อให้พิจารณาสภาพคล่องของบริษัทโดยเฉพาะ

องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด ถ้าจะให้พูดในภาพใหญ่ก็คือ องค์ประกอบต่างๆ ของรายรับและรายจ่ายของบริษัทในปีๆ หนึ่งทั้งหมด โดยแยกตามแหล่งที่มาและที่ไปของเงินสด ทั้งนี้ความต่างหลักๆ ของงบกระแสเงินสดกับงบกำไรขาดทุนก็คือ ในงบกระแสเงินสด จะมีการแยกรายรับและรายจ่ายอย่างละเอียดกว่ามาก เช่น จะมีการแยกเลยให้เห็นว่ารายจ่ายส่วนของค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าซื้อสินค้า ค่าบำรุงรักษา ค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ฯลฯ อย่างละเอียด ซึ่งจุดเด่นของงบนี้ก็คือจะทำให้ผู้ดูสามารถเห็นรายจ่ายของบริษัทในส่วนต่างๆ ได้ละเอียดกว่างบการเงินส่วนอื่นๆ ที่มักจะพูดถึงรายจ่ายในภาพใหญ่

5.หมายเหตุประกอบงบการเงิน

ส่วนสุดท้ายของงบการเงินก็คือ “หมายเหตุประกอบงบการเงิน” ส่วนนี้เป็นส่วนที่จะทำการอธิบายรายละเอียดต่างๆ ที่เราไม่เห็นในงบการเงินส่วนอื่น เช่น หลักการตีราคาสินทรัพย์ของบริษัท การคิดค่าเสื่อมราคาในรายการต่างๆ ไปจนถึงการควบรวมกิจการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกอธิบายแยกไปในแต่ละส่วนของงบการเงินที่กล่าวมา

แม้ว่าชื่อจะเป็น “หมายเหตุ” แต่จริงๆ หมายเหตุประกอบงบการเงินเป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่และมีรายละเอียดมากที่สุดในงบการเงิน เพราะส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บริษัทแจกแจงรายละเอียดการคิดบัญชีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าเสื่อมราคาหรือการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ไปจนถึงแจกแจงรายละเอียดของลูกหนี้บริษัท เจ้าหนี้บริษัท และการถือหุ้นของบริษัทในบริษัทอื่นๆ มันเป็นส่วนของงบการเงินที่จะทำให้ผู้พิจารณางบการเงินสามารถมองเห็นมิติทางการเงินของบริษัทในรายละเอียดได้จริง ดังนั้นมันเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ สำหรับผู้ที่เห็นว่าส่วนอื่นๆ ของงบการเงินยังไม่สามารถให้ภาพทางการเงินของบริษัทได้อย่างชัดเจนเพียงพอ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณางบการเงินต่างๆ ก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจกลุ่มการเงินก็เป็นกลุ่มที่จะมีหนี้สินมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เป็นปกติ หรือกลุ่มงานบริการบางกลุ่ม ส่วนที่ต้องพิจารณามากกว่าการเติบโตของต้นทุนการขาย ก็คือการเติบโตของต้นทุนการบริหาร เป็นต้น

ERP product

Credit :  www.ktb.co.th


  • 0

อะไรคือสินทรัพย์ไม่มีตัวตน?


ทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน หรือจับต้องมิได้ (Intangible Assets) เป็นเช่นไร แล้วจะมีมูลค่าได้อย่างไรถ้าจับต้องไม่ได้ มาเรียนรู้ทรัพย์สินประเภทนี้กัน

สินทรัพย์ไม่มีตัวตนแยกออกเป็น สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการใช้งานจำกัดตามข้อบังคับของกฎหมายหรือตามสัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สิทธิการเช่า สัมปทาน รายชื่อลูกค้า สัญญาต่างๆ และสินทรัพย์ที่ไม่จำกัดอายุการใช้งาน เช่น เครื่องหมายการค้า ค่าความนิยมที่สามารถระบุได้ สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการใช้งานจำกัด ได้แก่

1.สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของ เครื่องใช้ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การประดิษฐ์รถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือการออกแบบขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดบรรจุน้ำอัดลม หรือการออกแบบลวดลายบนจานข้าว ถ้วยกาแฟ ไม่ให้เหมือนของคนอื่น เป็นต้น สิทธิบัตรยังแบ่งออกเป็น

1.1 สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention patent) หมายถึง สิทธิในการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ หรือมีการประดิษฐ์ที่ดีกว่าเดิมเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีในการผลิต การรักษา ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามปรกติ สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ 20 ปี นับจากวันที่กิจการขอจดทะเบียน

1.2 สิทธิบัตรการออกแบบ (Product design patent) หมายถึง สิทธิในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตรการออกแบบจะมีอายุ 10 ปี นับจากวันที่ขอรับสิทธิบัตร ราคาทุนของสิทธิบัตรได้จากราคาซื้อรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ

2.ลิขสิทธิ์ (Copyrights) หมายถึง สิทธิแต่ผู้เดียวที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทำการใดๆเกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น อันได้แก่ สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปทำเช่นว่านั้นด้วย อายุของลิขสิทธิ์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามกฎหมายไทยจะกำหนดให้มีอายุการคุ้มครอง 50 ปี นับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์ผลงานเสียชีวิต กรณีเจ้าของเป็นนิติบุคคลจะเริ่มนับอายุตั้งแต่ผลงานถูกสร้างขึ้นมานับไปอีก 50 ปี หรือเริ่มนับเมื่อมีการโฆษณาเป็นครั้งแรก แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะเกิดทีหลัง แต่การโฆษณาครั้งแรกนั้นจะต้องเกิดขึ้นภายใน 50 ปี นับตั้งแต่มีการสร้างสรรค์ผลงานนั้นขึ้นมา ถ้าพ้น 50 ปีไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้มีการโฆษณา ถือว่าลิขสิทธิ์หมดอายุ โดยที่การโฆษณาในภายหลังจะไม่มีผลต่อการนับต่ออายุลิขสิทธิ์อีก การโฆษณานี้จะต้องเป็นการโฆษณาโดยความยินยอมของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยจึงจะนับเป็นการโฆษณาครั้งแรกที่ให้เริ่มนับอายุลิขสิทธิ์ได้

3.สิทธิการเช่า (Leasehold) หมายถึง สิทธิที่ได้รับเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่เช่าจากเจ้าของสินทรัพย์โดยตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งปรกติจะมีระยะเวลานาน โดยผู้ให้เช่าจะได้รับค่าตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยน

4.สัมปทานและการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Franchises and Licensing) หมายถึง สิทธิที่รัฐบาลหรือบุคคลให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่อประกอบกิจการเฉพาะอย่างหรือเป็นตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หมายถึง การที่รัฐบาลมอบสิทธิให้เอกชนดำเนินกิจการบริการสาธารณะ หรือจัดทำประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่รัฐบาลกำหนด เช่น สัมปทานป่าไม้ สัมปทานการเดินรถประจำทาง สัมปทานรถไฟฟ้า สัมปทานทางด่วน เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ก็ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้คำว่าสัมปทานตั้งแต่เมื่อใด สันนิษฐานเพียงว่าน่าจะเป็นคำค่อนข้างใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณไม่เกินร้อยปีมานี้เอง ซึ่งในสมัยโบราณยังไม่มีคำเรียกเฉพาะว่าสัมปทาน แต่จะใช้เรียกแตกต่างกันไปตามการให้สัมปทานในกิจการนั้นๆ เช่น สัมปทานป่าไม้ก็จะเรียกว่า “ให้เช่าทำป่าไม้” ส่วนสัมปทานรังนกก็จะเรียกว่า “ทำอากรรังนก” เป็นต้น ปัจจุบันคำว่าสัมปทานถือเป็นคำกลางที่ใช้ได้กับกิจการหลายประเภท แต่ในบางกรณีก็ยังถือว่าเป็นคำที่ไม่เป็นทางการนัก เช่น ในกฎหมายเกี่ยวกับเหมืองแร่จะไม่ใช้คำว่าสัมปทาน แต่จะใช้คำเฉพาะคือ ประทานบัตร ซึ่งหมายถึงหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อแสดงสิทธิการทำเหมืองแร่ภายในเขตที่กำหนด

5.รายชื่อลูกค้า (Customer list) เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เช่น รายชื่อลูกค้า คำสั่งซื้อ คำสั่งผลิต เป็นต้น บางกิจการอาจเลิกผลิตสินค้าแล้ว แต่ลูกค้าเก่ายังคงต้องสั่งซื้อสินค้านั้น กิจการสามารถนำบัญชีรายชื่อลูกค้าขายต่อให้กับผู้ที่มาซื้อกิจการต่อ

สินทรัพย์ที่ไม่จำกัดอายุการใช้งาน เช่น

1.เครื่องหมายการค้าและยี่ห้อการค้า (Trademark and Trade name) หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 มี 4 ประเภทดังต่อไปนี้

* เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น

* เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น

* เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือเครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (Halal) เป็นต้น

* เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

6.ค่าความนิยม (Goodwill) หมายถึง คุณค่าที่เกิดขึ้นภายในกิจการนั้นเอง คุณค่าที่เกิดขึ้นจนเป็นค่าความนิยมคือความสามารถในการหารายได้มากกว่ากิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน เกิดจากการมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า สถานที่ตั้งกิจการอยู่ในทำเลที่ดี การบริหารงานดีเป็นที่เชื่อถือ ประสิทธิภาพในการผลิตดี ผลประกอบการดี ทำกิจการค้ามานานจนเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ทำให้เกิดความเชื่อถือ และเกิดจากการผูกขาดทำกิจการนั้นแต่เพียงผู้เดียว เป็นต้น เช่น ชาเขียวโออิชิ เป๊ปซี่ ฯลฯ กิจการที่ได้รับความนิยมจะตีราคาค่าความนิยมของตนเองขึ้นมาเป็นตัวเลขเพื่อบันทึกไว้ในบัญชีของกิจการไม่ได้

ค่าความนิยมจะเกิดขึ้นได้โดยการซื้อกิจการมาและกำหนดค่าความนิยมขึ้นจากการซื้อกิจการนั้นเท่านั้น มูลค่าของค่าความนิยมเกิดจากการจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อซื้อกิจการ เงินที่จ่ายเกินไปกว่าทุนของกิจการ (สินทรัพย์-หนี้สิน) ถือว่าเป็นต้นทุนของค่าความนิยม การจำหน่ายค่าความนิยมออกจากบัญชีเมื่อซื้อกิจการผู้อื่นมาดำเนินงานต่อโดยมีค่าความนิยมและได้บันทึกค่าความนิยมในบัญชีเรียบร้อยแล้ว กิจการจะคงค่าความนิยมไว้ในบัญชีต่อไป โดยถือว่าค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุไม่จำกัด ตราบใดที่ค่าความนิยมยังคงอยู่และดีขึ้นเรื่อยๆ ให้คงจำนวนค่าความนิยมไว้ในบัญชีตลอดไป แต่เมื่อไรเจ้าของกิจการคิดว่าค่าความนิยมเริ่มลดลง อาจเป็นเพราะการบริหารงานเริ่มไม่ดี มีคู่แข่งที่ดีกว่า ฯลฯ เจ้าของกิจการอาจจะประมาณว่าค่าความนิยมจะคงอยู่ได้เพียง 5 ปี ก็ให้จำหน่ายค่าความนิยมออกจากบัญชีภายในระยะเวลา 5 ปี

สำหรับกรณีการประเมินค่า เช่น การวัดค่าความนิยม แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1.ค่าความนิยมแสดงถึงทรัพยากรที่ไม่มีตัวตน ซึ่งให้ประโยชน์ต่อกิจการในด้านจุดเด่นโดยเฉลี่ยของกิจการเกินระดับปรกติในด้านต่างๆ เช่น ความชำนาญ ความรอบรู้ทางเทคนิค การบริหารงาน การวิจัยและการส่งเสริมทางด้านการตลาด เช่น ร้านตัดผมร้านหนึ่งอาจมีคนเข้าไปใช้สอยมากเป็นพิเศษ จึงมีค่าความนิยมสูงกว่า

2.ค่าความนิยมแสดงถึงกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเกินกว่ากำไรปรกติในอนาคต

โดยวิธีการกำหนดค่าความนิยมมีหลายวิธีดังนี้

1.ตามข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายกิจการ

2.ใช้กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่าอัตราปรกติเป็นหลัก คูณกับจำนวนปีที่คาดว่าจะมีกำไรเกินปรกติต่อไป

3.ใช้กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่าอัตราปรกติเป็นหลัก และคิดว่าถ้าต้องการให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกเท่าจำนวนนี้จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด

นี่คือสิ่งที่เราท่านในฐานะที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินพึงเรียนรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนหรือจับต้องมิได้ เพราะแม้จับต้องมิได้ก็มีมูลค่าที่แน่นอน

Credit : www.lokwannee.com