Author Archives: admin_edit

  • 0

SMEs กู้เงินประเภทไหน กู้ง่ายที่สุด

Category:Uncategorized Tags : 

คุณสมบัติ 3 ข้อนี้ที่ธนาคารจะพิจารณาจากตัวผู้กู้ก่อนจะทำการตรวจสอบเอกสารเป็นขั้นตอนถัดไป โดยการกู้นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ โดยความยากง่ายจะแตกต่างกันไป

  1. กู้ไปลงทุน
    เป็นการกู้เงินที่ธนาคารอยากให้ผ่านมากที่สุด เนื่องจากเป็นการเอาเงินไปขยายกิจการหรือรีโนเวทธุรกิจใหม่ เพื่อให้ได้กำไรที่มากขึ้น และยังสามารถสร้างสินทรัพย์ที่สามารถย้อนกลับมาเป็นผลกำไรได้อีกด้วย โดยการกู้เงินแน่นอนว่าเจ้าของกิจการต้องมี Statement หรือสินทรัพย์เพื่อเป็นการค้ำประกัน ธนาคารจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำกำไรจากธุรกิจที่เราเอาไปลงทุนว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

  2. เงินทุนหมุนเวียน
    การกู้ประเภทนี้เป็นธุรกิจในรูปแบบซื้อมาขายไป ใช้การจ่ายเงินเป็นรูปแบบเครดิตเพื่อหมุนเวียน เช่น ต้องใช้เงินทุนในการซื้อวัตถุดิบเพื่อเอามาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อขายซึ่งอาจจะไม่สามารถหมุนเงินได้ทันเวลา ดังนั้น การกู้แบบเงินหมุนเวียนต้องใช้เอกสารหรือสัญญาการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีรายรับที่ชัดเจนที่สามารถจ่ายหนี้ได้ และเพื่อใช้ประเมินวงเงินที่ต้องการมากู้ธนาคาร

  3. รีไฟแนนซ์
    การชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดด้วยเงินกู้ใหม่เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงหรือเพื่อให้ได้วงเงินกู้เพิ่มขึ้น เป็นการย้ายหนี้สินที่มีอยู่ ถ้าทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีการสร้างธุรกิจ ไม่มีการเพิ่มรายได้ กรณีเช่นนี้ธนาคารมักไม่ค่อยอยากพิจารณา แม้จะเป็นเงินต้นก็ตาม ยกเว้นลูกค้าที่มีเครดิตดี สำหรับคนที่มีประวัติทางการเงินไม่ดี ผลประกอบการค่อนข้างแย่ ธนาคารจะให้ผ่านค่อนข้างยาก  ดังนั้น การสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ

ในการขอกู้เงินจากธนาคารเราต้องประเมินตัวเองให้ดีก่อนว่าเราต้องการเอาเงินไปทำอะไรและวงเงินการลงทุนที่เราสามารถจ่ายหนี้ได้ควรเป็นเท่าไรและควรยื่นกู้ประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเกิดภาวะล้มละลายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง

Credit : www.businesslinx.globallinker.com


  • 0

การจัดให้มีสวัสดิการพนักงานต้องจัดอย่างไร ให้สรรพากรยอมรับ

Category:Uncategorized Tags : 

การวางแผนภาษีเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน จะต้องเข้าใจเงื่อนไขและองค์ประกอบของความหมายของคำว่า สวัสดิการ ในมุ่งมองตามประมวลรัษฎากรเสียก่อน  สวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับพนักงานนั้น เพื่อให้ลูกจ้างมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในการทำงานดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงานจะถือเป็นหลักฐานทางภาษีอากร เพื่อใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบ ข้อดังต่อไปนี้

1.   สวัสดิการต้องมีระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ ออกมาให้แก่ลูกจ้าง

2.   สวัสดิการนั้นต้องไม่เลือกปฏิบัติ เป็นสวัสดิการที่ให้แก่พนักงาน หรือ  ลูกจ้างทุกคน ซึ่งไม่เท่ากันก็ได้แต่ต้องได้ทุกคน

3.   ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

   ต้องครบองค์ประกอบทั้ง ประการ สวัสดิการดังกล่าวจึงจะถือเป็นรายจ่ายของกิจการ นำมาคำนวณ กำไรสุทธิของกิจการได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร

สวัสดิการพนักงาน กับ รายจ่ายส่วนตัว

     การที่นายจ้างได้ให้สวัสดิการแก่พนักงาน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงาน ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามประมาลรัษฎากรและหากมีภาษีซื้อเกิดขึ้นจากค่าสวัสดิการพนักงาน ดังกล่าว ก็สามารถเครดิตภาษีซื้อหรือขอคืนได้ แต่สวัสดิการดังกล่าวจะถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้จะต้องมีองค์ประกอบ ประการดังนี้

1.   ต้องมีระเบียบกำหนดไว้เป็นสวัสดิการพนักงาน

2.   ต้องให้แก่พนักงานทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

3.   ต้องเกี่ยวข้องกับกิจการที่มีผลต่อการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พนักงาน

หากไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง ประการแล้ว ไม่ถือว่าเป็นสวัสดิการพนักงาน แต่ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวให้โดยเสน่หา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามของกิจการ มาตรา 65 ตรี(3)

ERP product

Credit : www.thaitaxinfo.com/


  • 0

รู้ได้อย่างไร ว่านี่คือใบกำกับภาษีปลอม

Category:Uncategorized Tags : 

วิธีการดูใบกำกับภาษีที่อาจเป็นของปลอม มาดูกันว่ามีวีธีการตรวจสอบเบื้องต้นอย่างไร

1. เพ่งเล็งเป็นกรณีพิเศษประเภทสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น วัสดุก่อสร้าง ผ้า พลาสติก กระดาษ
2. สินค้าที่ซื้อไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ
3. ซื้อจากสถานที่มีความเสี่ยง เช่น สำเพ็ง คลองถม ร้านโชห่วย
4. ใบกำกับภาษีมูลค่าสูง, ราคาสินค้าหรือบริการไม่น่าเชื่อถือ, เขียนด้วยลายมือ, จ่ายชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด
5. ซื้อจากผู้ประกอบการรายเดียว ในวันที่ติดๆ กัน หรือใกล้กัน
6. ใบกำกับภาษีซื้อที่มีการนำมาใช้ในช่วงปลายเดือน ปลายปี
7. ใบกำกับภาษีที่ไม่พิมพ์คำว่า “เล่มที่”
8. แบบฟอร์มใบกำกับภาษีคล้ายกันหรือลายมือที่เขียนคล้ายกันแต่ชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีต่างกัน
9. วิธีการซื้อสินค้า ไม่ได้ซื้อจาก Supplier โดยตรง แต่ซื้อจากเซลล์หรือพนักงานขายสินค้า

Credit : www.dst.co.th


  • 0

นำเงินได้จากต่างประเทศเข้าไทย ต้องเสียภาษีหรือไม่?

Category:Uncategorized Tags : 

สำหรับผู้มีรายได้จากต่างประเทศ และต้องการนำเงินเข้าประเทศไทย แล้วไม่รู้ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ ลองไปดูรายละเอียดกันได้เลยครับ

เข้าข่ายเสียภาษี

สิ่งแรกที่คุณต้องรู้หากคุณทำงานอยู่ต่างประเทศ หรือมีรายได้จากต่างประเทศ และต้องการนำเงินได้เข้าประเทศไทย คือ

  • มีถิ่นที่อยู่ในประเทศหรือไม่ (อาศัยอยู่ในประเทศไทย มากกว่า 180 วัน ต่อปี)
  • นำเงินได้เข้าประเทศไทยในปีเดียวกันหรือไม่

เพราะประเทศไทยจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาจากแหล่งนอกประเทศไทยก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนำเงินได้ที่ได้รับจากแหล่งนอกประเทศไทยของปีนั้นเข้ามาในประเทศไทย ในปีเดียวกัน

เสีย/ไม่เสียภาษีก็ต่อเมื่อ

ต้องเสียภาษี

  • นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่ ในประเทศไทยมากกว่า 180 วัน ในปีเดียวกัน

ไม่ต้องเสียภาษี

  • นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทย และอาศัยอยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 180 วัน ในปีเดียวกัน
  • อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 180 วัน แต่นำเงินได้จากปี 2561 เข้ามาในประเทศไทยคนละปีกับเงินได้

Credit : www.dharmniti.co.th


  • 0

เริ่มเก็บภาษีจยย.อัตราใหม่ ตามค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ

Category:Uncategorized Tags : 

สำหรับโครงสร้างภาษีรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ หากเป็นรถจักรยานยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) เก็บที่ 1% รถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 50 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 3% รถที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งแต่ 51-90 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 5% รถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งแต่ 91-130 กรัมต่อกิโลเมตร เสียที่อัตรา 9% รถที่ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 130 กรัมต่อกิโลเมตรขึ้นไป เสียที่อัตรา 18% ส่วนรถจักรยานยนต์ต้นแบบเพื่อการวิจัยพัฒนาเก็บที่ 0% รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์อื่น ๆ เสียภาษีที่ 20%

ส่วนโครงสร้างภาษีรถจักรยานยนต์เดิม จะเก็บภาษีตามขนาดเครื่องยนต์ หากไม่เกิน 150 ซีซีเสียภาษีที่ 2.5% ขณะที่ 150-500 ซีซี เสีย4% ส่วน 500-1,000 ซีซี เสีย 8% และ 1,000 ซีซีขึ้นไป เสีย 17% แต่โครงสร้างภาษีรถจักรยานยนต์ใหม่ ได้เก็บตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษ

Credit : www.thansettakij.com


  • 0

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ งัด”ภาษี-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” คาดเกิดลงทุน1.1 แสนล้าน

Category:Uncategorized Tags : 

มาตรการทางการคลังเพื่อนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 เป็นมาตรการพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นยาแรงเพื่อกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ โดยให้มากถึง 3 ต่อ  ซึ่งประกอบด้วย ต่อที่ 1 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ต่อที่ 2 มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และต่อที่ 3 มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรได้ร้อยละ 250 หรือ 2.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่รวมถึงกรณีที่เป็นธุรกิจให้เช่าแบบลีสซิ่งและลงทุนในเครื่องจักรเพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง โดยให้หักรายจ่ายร้อยละ 100 แรก หรือ 1 เท่าแรกของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง เป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด และทยอยหักรายจ่ายส่วนเพิ่มเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

2. มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ปัจจุบันเครื่องจักรส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่แล้ว มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าในครั้งนี้จะยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรส่วนที่เหลืออีก 146 รายการ โดยของที่ได้รับยกเว้นอากรต้องเป็นของที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน และจะต้องนำไปใช้ในการประกอบกิจการของผู้นำของเข้าเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการจัดจำหน่ายหรือใช้ในบ้านเรือนระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

3. มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ หรือซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ปีที่ 1 – 2 ร้อยละ 2 และปีที่ 3 – 5 ร้อยละ 4 วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 พร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จาก ธสน. เช่น ฟรีค่าธรรมเนียม Front-end-Free ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. 4 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การขอสินเชื่อและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ ธสน. กำหนด

นอกจากนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังมีสินเชื่ออัตราพิเศษอีกมากกว่า 100,000 ล้านบาทเพื่อรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) กลุ่มธุรกิจ New S-Curve หรือธุรกิจที่เป็น Supply Chain ธุรกิจเกษตรแปรรูป และธุรกิจ Robotics

กระทรวงการคลังคาดว่า มาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 จะส่งผลก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 0.25 ส่วนมาตรการสินเชื่อจะเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตสินค้า ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ รวมทั้งจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่ง ยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่ Industry 4.0 และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

Credit : https://businesstoday.co


  • 0

5 สัญญาณร้ายที่บอกว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาการเงิน

Category:Uncategorized Tags : 

สัญญาณอันตราย ที่บอกว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาการเงิน

  1. กำไรเพิ่ม แต่เงินสดลด

การที่ธุรกิจมีกำไรเพิ่ม แต่เงินสดลด หมายความว่าธุรกิจไม่สามารถเปลี่ยนยอดขายหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นกระแสเงินสดได้จริง เช่น ขายของได้แต่เก็บเงินลูกค้าไม่ได้ ลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า เงินสดที่เข้ามาเอามาหมุนจ่ายหนี้ไม่ทัน เป็นต้น เกิดเป็นปัญหาสภาพคล่องฝืดเคือง และอาจนำไปสู่สภาวะล้มละลายได้ในที่สุด ถ้าเปิดดูงบกำไรขาดทุนแล้วพบว่ามีกำไรงาม ๆ อย่าเพิ่งรีบดีใจ อย่าลืมดูงบกระแสเงินสดคู่กันไปด้วย ถ้าพบว่าเงินสดไม่สัมพันธ์กับกำไร แปลว่าได้เวลาปรับกลยุทธ์เพิ่มสภาพคล่องโดยด่วน

  1. เงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่าต้นทุนคงที่

ต้นทุนคงที่ คือค่าใช้จ่ายที่กิจการจำเป็นต้องจ่ายเป็นประจำ โดยไม่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการผลิต สามารถประเมินล่วงหน้าได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าเช่าใช้ซอฟต์แวร์ ค่าจ้างพนักงานประจำ เป็นต้น ซึ่งธุรกิจที่มีความมั่นคง ควรมีเงินทุนหมุนเวียนที่ครอบคลุมต้นทุนหมุนเวียนเหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าแม้จะมีเหตุให้รายได้สะดุด ก็จะมีเงินพอจ่ายหนี้เมื่อถึงเวลา

  1. ไม่แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินกิจการ

การที่เจ้าของถอนเอาเงินจากกิจการไปใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่ได้ลงบัญชีเป็นต้นทุนเงินเดือนของตัวเองให้เป็นกิจจะลักษณะ อาจทำให้เกิดต้นทุนที่มองไม่เห็น คำนวณต้นทุนได้น้อยกว่าความเป็นจริง และอาจทำให้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัวได้ ธุรกิจ SME ก็มีหลายรายที่ต้องปิดตัวลงเพราะสาเหตุนี้

  1. เอาเงินจากสินเชื่อระยะสั้น ไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว

การกู้สินเชื่อระยะสั้น เช่น รูดบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อหมุนเวียน แล้วเอาเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนช้า เช่น โรงงาน อสังหาริมทรัพย์ ผลิตสินค้าส่งให้ลูกค้าที่ระยะเครดิตเทอมยาวนาน ฯลฯ เหล่านี้อาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องได้ง่าย เพราะผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุนไป ไม่ทันเวลาเอามาจ่ายหนี้ อาจทำให้ถึงล้มละลายได้

  1. ระบบบัญชีหละหลวม ไม่เป็นปัจจุบัน

ธุรกิจที่ทำบัญชีไม่รัดกุม หรือไม่ได้มาตรฐาน จะเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงได้ง่าย หรืออาจทำให้ข้อมูลในบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง ประเมินสถานการณ์ผิด จนตัดสินใจพลาดได้ มีผลกับสุขภาพการเงินของธุรกิจในระยะยาว ทางที่ดีควรใช้ระบบบัญชีที่มีมาตรฐานรับรอง ดำเนินการโดยมืออาชีพ และใช้บริการที่ปรึกษาเมื่อถึงคราวจำเป็น

Credit : www.powersmethai.com


  • 0

3 ความเข้าใจผิดเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

Category:Uncategorized Tags : 

3 ความเข้าใจผิดเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล

1. ยิ่งกำไรน้อย ยิ่งเสียภาษีน้อย

ความเข้าใจผิดแรกนั้น เริ่มต้นจากความคิดที่ว่า ธุรกิจที่ยิ่งกำไรน้อยเท่าไร ก็ยิ่งเสียภาษีน้อยเท่านั้น เอ๊า!! ถ้าแบบนี้เราก็ทำให้ “ธุรกิจขาดทุน” เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งคำพูดก็ถือว่าเป็นคำพูดที่ถูกครึ่งหนึ่งครับ แต่เราต้องไม่ลืมเงื่อนไขที่ว่า ขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้น ต้องเป็น ขาดทุนทางภาษี ไม่ใช่ ขาดทุนทางบัญชี เพราะธุรกิจต้องมีการปรับปรุงรายการกำไร (ขาดทุน) ทางบัญชีให้กลายเป็นกำไร (ขาดทุน) ทางภาษีเสียก่อน แล้วค่อยคำนวณโดยการคูณอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนดครับ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีการขาดทุนทางบัญชี 1 ล้านบาท แต่พบว่ามีค่าใช้จ่ายจำนวน 2 ล้านบาทที่ไม่มีเอกสารหลักฐานการจ่าย และเป็นรายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งรายจ่ายในส่วนนี้จะไม่สามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ก็เลยกลายเป็นว่า ขาดทุนทางบัญชีจำนวน 1 ล้านบาทก็จะถูกบวกกลับเข้าไปด้วยค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าว ทำให้บริษัทมีกำไรทางภาษี จำนวน 1 ล้านบาทแทน

2. จดทะเบียนเป็น SMEs ได้ลดอัตราภาษีแน่ๆ

เรื่องต่อมาก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ กับคำว่า “SMEs ได้รับสิทธิลดอัตราภาษี” โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ คือ “เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท” หรือพูดสั้นๆ ก็คือสำหรับธุรกิจที่มี “ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาทต่อปี”

 

3. ภาษีครึ่งปี พี่ต้องจ่ายด้วยหรอ?

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่คำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีนั้น นอกจากยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับรอบบัญชีแล้ว (ภ.ง.ด. 50) ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้สำหรับรอบบัญชีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ภายใน 2 เดือนหลังจากวันครึ่งรอบบัญชี เช่น ถ้ารอบบัญชีของบริษัทคือวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม วันครึ่งรอบบัญชีคือวันที่ 30 มิถุนายน โดยต้องยื่นภาษีครึ่งปีให้ทันกำหนดเวลาภายในสิ้นเดือนสิงหาคมของทุกปี มิฉะนั้นจะมีปัญหาทั้งค่าปรับ (สูงสุด 2,000 บาท) และเงินเพิ่ม (คิดจากภาษี) ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการประมาณกำไรสุทธิครึ่งปีขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจจะทำให้ธุรกิจของเราต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของเงินภาษีอีกด้วยครับ

 

Credit : www.krungsri.com


  • 0

รู้มั้ย ภาษีเงินปันผล ขอคืนได้ด้วยนะ

Category:Uncategorized Tags : 

ข้อควรรู้ในกรณีที่เราลงทุนในกิจการ (ลงทุนในหุ้น) และได้รับเงินปันผล คือ เราสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราสามารถขอภาษีเงินปันผลคืนได้นั่นเอง ซึ่งในบทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่า เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร และเราจะขอคืนได้อย่างไร
เครดิตภาษีเงินปันผล เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่สามารถขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีเงินได้ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี กล่าวคือ เมื่อผู้ถือหุ้นลงทุนในบริษัทจำกัด (ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์) และได้รับเงินปันผล เงินปันผลที่ได้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%

โดยมากบริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิ หรือกำไรสะสมของกิจการ นั่นหมายความว่า บริษัทต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้ว จึงมาจ่ายเป็นเงินปันผล ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทต้องจ่ายภาษีถึง 2 ครั้ง (Double Tax) โดยครั้งแรก คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และครั้งที่ 2 คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล หรือหากจะนำมารวมเป็นรายได้ของบุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(4) ก็ต้องมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก ถือเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน และไม่เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี ดังนั้นนักลงทุนจึงสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้

Credit :  www.scb.co.th


  • 0

ภาษีขายของออนไลน์ที่ควรรู้

Category:Uncategorized Tags : 

รู้จักกับภาษีออนไลน์

การจ่ายภาษีคือหน้าที่ของประชาชนทุกคนทุกประเทศ ทว่าในปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่าหากเราทำการขายของผ่านช่องทางออนไลน์เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี ซึ่งคงต้องอธิบายชัดเจนตรงนี้เลยว่าอย่างไรก็ต้องเสียในรูปแบบของภาษีเงินได้

ภาษีของการขายของออนไลน์นับเป็นภาษีเงินได้จากการค้าขาย ซึ่งจะมีการแบ่งการคำนวณเป็นสองประเภท คือ

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : กรณีเป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดา
  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล : กรณีที่ร้านค้านั้นๆ มีการจดทะเบียนเป็นบริษัท

โดยการคิดอัตราภาษีนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกับการจ่ายภาษีตามปกติ คือคิดตามอัตราขั้นบันไดตามกฏหมายกำหนด และมีค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักภาษีได้ดังนี้

  1. หักค่าใช้จ่ายตามอัตรา 60% ของเงินได้ สำหรับร้านที่ดำเนินการแบบซื้อมา ขายไป ไม่มีการผลิตภายในร้าน
  2. หักตามค่าใช้จ่ายจริง สำหรับบ้านที่มีการผลิตภายในร้าน
  3. หักแบบเหมา กรณีที่มีรายได้จากช่องทางออนไลน์เกิน 1,000,000 บาท โดยคิดภาษีเป็น 0.5% ของเงินได้

ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถคิดภาษีด้วยตัวเองได้ หรือใช้โปรแกรมในการคำนวณได้ ด้วยสูตร (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) และแน่นอนว่าหากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

ข้อควรรู้ของภาษีออนไลน์

ทางสรรพากรจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการขายของออนไลน์เกิดขึ้น ในปัจจุบันมีกฎหมายออกมารองรับทำให้ทางสถาบันการเงินต้องมีการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า (e-Payment) ให้กับทางสรรพากรตรวจสอบ แต่ไม่ได้ตรวจสอบทุกบัญชี ลองมาดูเงื่อนไขกันว่าสรรพากรจะตรวจสอบอย่างไร

  • เมื่อมีการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชี 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป ไม่ว่ายอดรวมทั้งหมดจะกี่บาทก็ตาม
  • ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินรวมกันเกิน 2 ล้านบาท

ในส่วนนี้ขอขยายความว่า หากเป็นผู้ชื่นชอบในการซื้อของออนไลน์ การโอน ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ สิ่งสำคัญที่ทางสรรพากรสนใจคือ การรับโอน ต่างหาก ดังนั้นบรรดาขาช็อปทั้งหลายสามารถสบายใจกับกฎหมายนี้ได้

ข้อมูลที่กรมสรรพากรจะได้

  • เลขประจำตัวประชาชน
  • ชื่อ สกุล
  • เลขบัญชีเงินฝาก
  • จำนวนครั้งของการฝากหรือโอน
  • ยอดรวมจากการฝากหรือโอน

ซึ่งสรรพากรจะไม่เพียงตรวจสอบผู้ที่เป็นร้านค้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ที่มีการโอนเงินมากผิดปกติจนน่าสงสัยอีกด้วย

Credit : www.ngerntidlor.com