Category Archives: Uncategorized

  • 0

การวิเคราะห์สภาพคล่องภายใน กิจการ (Internal Liquidity)


สภาพคล่อง คือ ความสามารถที่ทรัพย์สินใดๆจะเปลี่ยนเป็นเงินสด (แอบไปเปิดพจนานุกรมมาเลยนะ) ทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็ว ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง

เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สภาพคล่องภายในกิจการ (Internal Liquidity) ก็คือ การวิเคราะห์ความสามารถของกิจการในการเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีอยู่ไปเป็นเงินสด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงความสามารถในการชำระภาระผูกพัน(หนี้) ระยะสั้นของกิจการในอนาคต

หรือถ้าสรุปง่ายๆก็คือ ถ้าอยู่ดีๆเกิดวิกฤตขึ้นมา และเจ้าหนี้กลัวว่าเราจะเบี้ยว จึงเรียกให้เราชำระหนี้ทันที เราจะมีความสามารถในการชำระหนี้เหล่านั้นมากแค่ไหน เราลองไปดูกันว่าการวิเคราะห์สภาพคล่องภายในกิจการ (Internal Liquidity) มีอัตราส่วนสำคัญอะไรบ้าง

อัตราส่วนสภาพคล่องภายใน (Internal Liquidity Ratio)

  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเร็ว (Quick Ratio)
  • อัตราส่วนเงินสด (Cash Ratio)
  • อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (Receivables Turnover)
  • อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover)
  • อัตราหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (Payables Turnover)
  • วงจรการหมุนเวียนของเงินสด (Cash Conversion Cycle)

Credit : www.myaccount-cloud.com


  • 1

การออกใบกำกับภาษีต้องมีสาระสำคัญอย่างไร จึงจะถือว่าถูกต้อง


Tags : 

การขายสินค้าหรือการให้บริการ หลักฐานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นใบรับที่แสดงการรับชำระเงินหากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะต้องมีใบกำกับภาษีมาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากใบเสร็จรับเงิน ลักษณะของใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจะต้องมีสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้จึงจะถือว่าถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะใช้ใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินในฉบับเดียวกันก็ได้

ทั้งนี้ นิยามคำว่า “ใบรับ” ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร หมายความว่า

(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝาก หรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ

สาระสำคัญและกฎหมายของใบกำกับภาษีและใบรับ สรุปได้ดังนี้

รายการ สาระสำคัญ กฎหมายอ้างอิง ตามประมวลรัษฎากร
ใบรับ

(ตัวอย่างใบรับ)

1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

2. ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

3. เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ

5. จำนวนเงินที่รับ

6. ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่ หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

มาตรา 105 ทวิ
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป)

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ จดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86 วรรคสี่หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/4
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อ)

1. คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ หรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจด ทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี

3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

5. ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/6
ใบเพิ่มหนี้

(ตัวอย่างใบเพิ่มหนี้)

1. คำว่า “ใบเพิ่มหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบเพิ่มหนี้ และในกรณีตัวแทนเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้

5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มสำหรับส่วนต่างนั้น

6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/9
ใบลดหนี้ 1. คำว่า “ใบลดหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบลดหนี้

5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น

6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

 

ฟรี โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป https://www.crystalsoftwaregroup.com/download/free-download/

Credit : www.rd.go.th


  • 0

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีได้รับเงินรางวัลจากสลากออมสิน


Tags : 
บริษัท ยู. จำกัด ได้มีข้อกำหนดในการเข้าทำงานกับบริษัทฯ โดยให้พนักงานต้องมีหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือนำเงินสดมาฝากค้ำประกันการทำงานกับบริษัทฯ ตามจำนวนเงินที่บริษัทฯ กำหนด ซึ่งบริษัทฯ เห็นว่า เงินที่พนักงานนำมาค้ำประกัน พนักงานควรจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินประกันดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อสลากออมสินหรือสลาก ธ.ก.ส. โดยซื้อในนามของบริษัทฯ และแยกสลากของพนักงานแต่ละคน เมื่อสลากของพนักงานแต่ละคนถูกรางวัล บริษัทฯ ก็จะนำเงินรางวัลนั้นมาจ่ายคืนให้กับพนักงานที่ถูกรางวัลทั้งจำนวน บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
1. เงินรางวัลดังกล่าว บริษัทฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือไม่
2. กรณีบริษัทฯ จ่ายเงินรางวัลคืนให้พนักงาน พนักงานที่ได้รับเงินรางวัลจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่
1. กรณีบริษัทฯ กำหนดให้พนักงานต้องนำหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือเงินสดมาเป็นประกันการเข้าทำงานตามจำนวนที่กำหนด โดยบริษัทฯ ต้องคืนให้พนักงานเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง เงินค้ำประกันดังกล่าวไม่ถือเป็นรายได้จากการประกอบกิจการ บริษัทฯ ต้องนำมาบันทึกบัญชีเป็นเจ้าหนี้ แต่เมื่อบริษัทฯ นำเงินค้ำประกันดังกล่าวไปซื้อสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. ในนามของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสลากดังกล่าว ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ถูกรางวัลจากสลากดังกล่าว บริษัทฯ ต้องนำรายได้ที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทฯ มีสิทธินำเงินรางวัลที่จ่ายให้พนักงาน มาถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีบริษัทฯ นำเงินรางวัลที่ได้รับจ่ายให้พนักงาน เงินที่พนักงานได้รับเข้าลักษณะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร พนักงานต้องนำเงินที่ได้รับไปรวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย
Credit : www.rd.go.th

  • 0

ผู้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี


Tags : 

1.   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

2.   ผู้ขายทอดตลาดที่มิใช่ส่วนราชการ ซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยให้ผู้ขายทอดตลาดออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สิน(มาตรา 86/3 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.87/2542)

3.   ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนในราชอาณาจักร โดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (มาตรา 86 วรรคสี่)

4.   ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตัวแทน จะออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้ต่อเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนอกราชอาณาจักร ได้ยื่นคำขออนุมัติตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/2)

5.   ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว โดยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรม-สรรพากรกำหนด (มาตรา 85/3 และมาตรา 86 วรรคสอง)

6.   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเลิกประกอบกิจการหรืออธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุดประกอบกิจการ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/11)

7.   ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ได้แจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับอนุมัติให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี (มาตรา 82/3)

 

Credit : www.rd.go.th


  • 0

ภาษีร้านค้าออนไลน์ แม่ค้าทั้งหลายไม่รู้ไม่ได้แล้ว


Tags : 

เรื่องต้องรู้เมื่อเปิดร้านค้าออนไลน์

เมื่อคุณเป็นพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์เต็มตัวแล้ว สิ่งต่อมาที่คุณต้องรู้และคำนึงถึง กฎเกณฑ์การขายของออนไลน์ต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ เรื่องการเสียภาษีของร้านค้าออนไลน์ ซึ่งถือเป็นกฎหมายใหม่ล่าสุด หลังจากมีการพูดถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีกับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์มาโดยตลอด ในที่สุดกฎหมายก็ได้คลอดออกมาแล้ว โดยมีชื่อว่า ภาษีอีเพย์เมนต์ พ.ศ. 2562 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมครั้งแรกต่อกรมสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ใจความสำคัญคือ การกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-wallet ต้องรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมเฉพาะให้กรมสรรพากรทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล (ผู้ที่จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท) ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยบัญชีธุรกรรมเฉพาะจะต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

 

ถ้าเราไม่อยู่ในเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อข้างต้น ก็เพียงแค่ยื่นภาษีแสดงรายได้ประจำปีปกติ เพราะปัจจุบันร้านค้าออนไลน์ก็ต้องยื่นภาษีเป็นปกติอยู่แล้ว หากรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาท/ปีขึ้นไป ใช้เกณฑ์เดียวกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี จะเรียกเก็บที่ 7%

สำหรับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงเรื่องการเสียภาษีมาก่อน ควรเริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไร ตรงนี้มีคำตอบ

  1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายไว้ เมื่อคิดจะประกอบอาชีพค้าขายแล้ว คุณต้องระวังและใส่ใจรายละเอียดเรื่องตัวเลขเป็นอย่างมาก ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี ให้เครื่องมือวางแผนทางการเงินช่วยคุณได้
  2.  เก็บหลักฐานทุกอย่าง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการซื้อขายและกับธนาคาร จะเล็กน้อย หรือมากแค่ไหนก็ต้องเก็บรวบรวมไว้ให้หมด เพราะทุกหลักฐานจะต้องนำมาใช้ประกอบการยื่นภาษี
  3. ศึกษาเรื่องภาษีให้ละเอียด เช่น ร้านค้าของคุณเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ ฯลฯ

สำหรับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ที่มียอดโอนเพื่อซื้อสินค้าไม่ถึง 3,000 ครั้ง/ปี หรือยอดเงินรวมไม่ถึง 2,000,000 บาท ก็ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะโดนภาษีอีเพย์เมนต์นี้ คุณเพียงแค่ยื่นภาษีรายปีแสดงรายได้ของตัวเองเท่านั้นเอง ปลอดภัยหายห่วงไม่โดนภาษีรายปีและภาษีย้อนหลังแน่นอน

Credit : www.krungsri.com


  • 1

การวิเคราะห์สินทรัพย์ระยะยาว


ต้นทุนของสินทรัพย์ประกอบด้วย
1.             ราคาซื้อ(ตามใบ Invoices)
2.             ภาษีขาย(Sale TAX)
3.             ค่าขนย้ายกับค่าประกัน
4.             ค่าติดตั้ง
ประเด็นโต้แย้งของหลักการในการรับรู้ต้นทุนของสิทรัพย์ระยะยาว
1.             ต้นทุนบางอย่างที่เกิดจากการได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้นควรนำมารวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ด้วยหรือไม่ เช่น ต้นทุนดอกเบี้ยของงานระหว่างก่อสร้าง
2.             ค่าใช้จ่าย R&Dและต้นทุนในการพัฒนา Software ควรนำมาCapเป็นสินทรัพย์หรือไม่
3.             ควรใช้วิธการบัญชีเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของต้นทุนของการได้มาซึ่งน้ำมันและแก๊สเป็นสินทัพนย์อย่างไร
*ในการเลือกนโยบายการับรู้ต้นทุนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ว่าจะ Cap           หรือว่าจะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดทันทีนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเลขใน B/S P/L และ CF ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการวิเคราะห์ Ratio ในระยะยาว
ผลกระทบของการCap หรือการรับรู้เป็น Expenseที่มีต่อตัวเลขในงยการเงิน
                เมื่อเปรียบเทียบบริษัท 2 บริษัทโดยบริษัทหรึ่งเลือกรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์โดย Cap เป็นสินทรัพย์ กับ บริษัทที่รับรู้เป็นค่าใช้จจ่าย พบว่า
–         บริษัทที่เลือก Cap จะมี NI ที่ Smooth กว่า แต่กินการที่ถือเป็นค่าใช้จ่ายเลย NI จะมีค่าความผันผวนมากกว่า (Cap ความผันผวนของกำไร < ความผันผวนของกำไรที่ถือเป็นค่าใช้จ่าย)
–         ROA ของบริษัทที่เลือก Cap ต้นทุน จะมีความสม่ำเสมอมากกว่าบริษัทที่เลือกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเพราะว่าบรัทเลือกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายจะทำให้ NI มีความผันผวนจึงมี ROA ที่มันผันผวน(CapความผันผวนของROA < ความผันผวนของROAที่ถือเป็นค่าใช้จ่าย)
–         CFO ของบริษัทที่เลือก Cap ต้นทุนจะสูงกว่าบริษัทที่เลือกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเพราะ เมื่อบริษัทเลือกที่จะCap เป็นสินทรัพย์ถาวรจะส่งผลให้ ต้นทุนนั้นถูกแสดงเป็น CFI แต่ถ้าเลือกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายต้นทุนนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของ CFO (Exp :   à    Low NI    à    Low CFO) จึงทำให้บริษัทที่เลือก Cap เป็นสินทรัพย์มี CFO สูงเกินไป (CFOCAP < CFOEXP)
**บริษัทที่มีการเลือกนโยบายในการรับรู้ต้นทุนบางอย่างของสินทรัพย์แตกต่างย่อมมีผลทำให้ตัวเลขของ Ratio ต่างกัน เช่นบริษัทสองบริษัทมีต้นทุนของสินทรัพย์ที่สามารถเลือกรับรู้ได้ซึงพบว่าบริษัท เลือกที่จะ Cap เป้นสินทรัพย์แต่ยริษัท B เลือกรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย จึงส่งผลดังนี้
                
NI:          A ผันผวน< B
                                ROA:     A สม่ำเสมอกว่า B
                                CFO:      A> B
                                Asset:     A>B
                                D/E:       A<B
บริษัทที่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย
                ð มีสินทรัพย์ที่ต่ำกว่า บริษัทที่เลือก Cap
                ðEquity ที่ต่ำกว่า บริษัทที่Cap
                ðD/E Ratio ต่ำกว่าบริษัทที่ Cap
ต้นทุนของดอกเบี้ยการกู้ยืมที่นำมา Cap ได้
                ตาม SFAS34 ต้นทุนของดอกเบี้ยการกู้ยืมที่นำมา Capได้จะต้องเป็นดอกเยี้บของสินทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างสาเหตุที่กำหนดเช่นนั้น
                 มีการโต้แย้งSFAS34 โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนดอกเบี้ยจากการกู้ยืมนั้นไม่ควรนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ เพราะว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้นเป็นผลมาจาก Financial Decision (การตัดสินใจด้านโครงสร้างทางการเงิน)ไม่ได้เกิดจาก Operating Decision เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยจ่ายก็ควรจะต้องถือเป็น Financial Cost จึงไม่ควรนำมารวมเป้นสินทรัพย์
                ซึ่งถ้าบริษัทนำมารวมเป็นสินทรัพย์ ตาม SFAS34 ได้ระบุไว้นั้นก็จะกลายเป็นว่า สินทรัพย์ของบริษัทจะมากหรือนั้นนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ทางโครงสร้างการเงินของผู้บริหาร ว่าต้องการให้มีสินทรัพย์สูงหรือต่ำ
                                                ต้องสินทรัพย์สูงà กู้เยอะ
ต้องสินทรัพย์ต่ำà กู้น้อย
                อาจารย์ White จึงสนับสนุนว่ากิจการควรรับรู้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายดีกว่า Cap เป็นสินทรัพย์ (ไม่เห็นด้วยกับSFAS34) ดังนั้นในการวิเคราะห์งบการเงินนักวิเคราะห์ควรจะสนใจดอกเบี้ยการกู้ยืมซึ่งต้องมีการ Adjust
1.             งบนั้นได้มีการนำดอกเบี้ยไปCap ไว้เป็นต้นทุนของสินทรัพย์ ก็ต้องลดสินทรัพย์ด้วยจำนวนที่ไปCapเป็นสินทรัพย์ไว้แล้วนำไปบวกเพิ่มในดอกเบี้ยจ่ายที่แสดงใน P/L เพราะฉะนั้นใน P/Lจะมี NIลดลงด้วยจำนวนดอกเบี้ยที่นำไปCapไว้ (ในการลดสินทรัพย์ถาวรด้วยจำนวนดอกเบี้ยที่Capไว้นั้น ก็จะมีผลต่อDepreciation ซึ่งมีผลน้อยมากและไม่มีนัยสำคัญ จึวไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลง Depreciation)
2.             ในการที่บริษัทเลือกCapดอกเบี้ยเป็นสินทรัพย์นั้น จะทำให้เกิดการจัดประเภทรายการที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้ เพราะว่าถ้ากิจการเลือกที่จะ Cap ดอกเบี้ย นั้นต้องรวมอยู่ใน CFI แต่ในความเป็นจริงแล้วดอกเบี้ยนั้นเกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินงาน มันจึงไม่ต้องจัดอยู่ใน CFI แต่มันควรจัดอยู่ใน CFF หรือ CFO ก็ได้(ตามที่มาตรฐานไทยได้กำหนดไว้)
ในการจะคำนวน TIE or Interest Coverage Ratio ซึ่ง = NI/INT    INT ที่นำมาใช้ต้องเป็นตัวหลัง Adjust ดอกเบี้ยที่ได้ Cap ไว้แล้วส่วน NI ก็ควรจะให้ตัวหลัง Adjust เช่นกัน
ตามมาตรฐานการบัญชีของไทย ฉบับที่ 33(IAS23)
                นิยามสินทรัพยที่เข้าเงื่อนไข คือ สินทรัพยที่ต้องใช้ระบรเวลานานในการเตรียมพร้อมเพื่อนำมาใช้หรือนำไปขาย
                ต้นทุนการกูยืม คือ ดอกเบี้ยและต้นทุนอื่นที่เกิดจากการกู้ยืม
                แนวทางที่ถือปฏิบัติ คือ ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที(เหมือนอาจารย์ White)
                แนวทางที่อาจเลือกปฏิบัติ คือ ต้นทุนการกูยืมของสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขอาจ Cap เป็น ราคาทุนของสินทรัพย์ได้ (ถ้าเป็นไปตามหลักการรับรู้รายการ 2 ข้อ)
                กรณที่Capเป็นสินทรัพย์จะต้องหยุดรวมเมื่อ
1.             หยุดพัฒนาสินทรัพย์เป็นแวลาต่อเนื่อง
2.             ดำเนินการให้สินทรัพย์พร้อมใช้หรือพร้อมขายโดยส่วนใหญ่ได้เสร็จแล้ว
3.             เมื่อสร้างสินทรัพย์บางส่วนเสร็จแล้วได้ใช้บางส่วนแล้วต้องหยุดรวมในส่วนที่สร้างเสร็จ
สิ่งที่กิจการต้องเปิดเผยถ้าเลือกที่จะ Capเป็นสินทรัพย์
1.             นโยบายการบัญชีที่ใช้
2.             จำนวนชองต้นทุนในงวดนั้นที่ได้Capเป็นสินทรัพย์
3.             อัตราการตั้งขึ้นเป็นทุน(ดอกเบี้ยถัวเฉลี่ย)ที่ใช้ในการคำนวน
Intangible Asset (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน)
                ประเด็นที่เป็นปัญหารของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนก็คือการจัดกการได้ยาก เช่น
1.             ในการจะแยกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อนำมา Cap นั้น ยังไม่สามารถแยกออกมาเป็นจำนวนได้ชัดเจน
2.             ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาถ้าเลือกที่จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายนั้นจะรับรู้กี่ปี ซึ่งไม่สามารถวัดได้ชัดเจนว่ามันสามารถให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้กี่ปี
3.             Brand Name ต่างถ้าจะรับรู้และจะรับรู้ซักกี่ปี
ตามมาตรฐานไทยฉบับที่ 51 (IAS38) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
                ได้ระบุการรับรู้ ค่าวิจัยและพัฒนา ว่า
                ค่าวิจัย รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันทีในงวดที่เกิดขึ้น
                ค่าพัฒนา สามารถ Cap เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้ถ้าเข้าเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้
1.             มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคว่าสามารถพัฒนาสินทรัพย์นั้นมาใช้ประโยชน์หรือนำมาขาย
2.             มีความตั้งใจที่จะทำให้เสร็จเพื่อนำมาใช้ประโยชน์หรือขาย
3.             มีความสามารถในการใช้ประโยชน์หรือนำมาขาย
4.             สามารถแสดงให้เห็นวิธีที่จะนำสินทรัพย์ที่พัฒนาไปก่อประโยชน์ได้
5.             กิจการที่มีทรัพยากรต่างๆเพียงพอที่จะพัฒนาสินทรัพย์นั้นจนเสร็จและนำไปใช้ประโยชน์หรือนำไปขายได้
6.             สามารถวัดมูลค่าของรายจ่ายทั้งหมดที่ใช้ในการพัฒนาได้อย่างน่าเชื่อถือ
กรณีเป็นไปตามเงื่อนไข หรือสามารถรับรู้เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้แล้วก็ไม่สามารถถือสินทรัพย์นั้นไว้ตลอดได้ กิจการต้องทยอยรับรู้เป้นค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดบัญชี โดยตามมาตรฐานไทยได้ระบุว่าในการตัดจำหน่ายสิทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายนั้นถ้าไม่สามารถกำหนดรูปแบบของการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้อย่างเชื่อถือืกิจการต้องใช้การตัดจำหน่ายตามวิธีเส้นตรงไม่เกิน 20 ปี
**ตาม SFAS5 ได้กำหนดให้บันทึกค่า R&D เป้นค่าใช้จ่ายทันที
**วิธีการบัญชีของ R&D คือ
–         รับรู้เป็นค่ใช้จ่ายทันทีในงวดที่เกิด(Write-Off)
–         ทยอยรับรู้เป้นค่าใช้จ่ายตลอดอายุเชิงเศรษฐกิจ
 Asset Revaluation (การตีราคาสินทรัพย์ใหม่)
                เหตุผลของการตีราคาสินทรัพย์ถาวรใหม่ ก็เพื่อให้แสดงมูลค Market Value ซึ่งมันสามารถให้มัลค่าที่มีประโยชน์กว่าการแสดงด้วย Historical Cost
                ภายใต้ U.S.GAAP ไม่อนุญาติให้ทำการ Revaluation (การตีราคาสินทรัพย์ใหม่)
มาตรฐานไทย ฉบับที่ 32 (IAS16) ที่ดินอาคารอุปกรณ์
                แนวทางที่กำหนดให้ปฏับัติ คือ แสดงสินทรัพย์ถาวรด้วยราคาทุน หัก ค่าเสื่อราคาสะสมและค่าเผื่อการด้วยค่าสินทรัพย์
                แนวทางที่อาจเลือกปฏิบัติ คือ อาจแสดงด้วยราคาที่ตีใหม่ ซึ่งก็คือ มูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ ณ วันที่ตีราคาใหม่ หักด้วย ค่าเสื่อมราคาสะสมที่คำนวนจากมูลค่ายุติธรรมและหักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์
                กรณีที่กิจการมีการตีราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น จะเกิดส่วนเกินการตีราคาสินทรัพย์อยู่ในEquity ในงบดุล
                กรณีที่กิจการมีการตีราคาสินทรัพย์ลดลง เกิดขาดทุนจากการตีราคารับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
**อาจารย์ White จึงแนะนำว่าก่อนจพทำการวิเคราะห์งบการเงินก็ควรมีการ Adjust รายการบางรายการก่อน
ตัวอย่างที่อาจารย์ ไวท์ ยกให้เห็น
                ในอตสาหกรรมยารักษาโรคจะพบว่า ใน USA  อุตสาหกรรมที่ผลิตยาจะมี ROA ที่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งมันเกิดจากการมีกำไรเยอะ และมีสินทรัพย์ต่ำจึงอาจเป็นไปได้ว่าในอุตสาหกรรมผลิตยานั้นจะมีค่า R&D เยอะมาก ซึ่ง GAAP US.ไม่ยอมให้ Cap R&D บางส่วนเป็นสินทรัพย์เลยต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึ่งส่งผลให้ Low Asset ð High ROA
                ซึงผลดีอีกข้อหนึ่งที่ของการรับรู้เป้นค่าใช้จ่ายก็คือ จำทำให้ค่าใช้จ่ายสูงกำไรต่ำภาษีต่ำ
Note:  Mandatory = บังคับ
                ** กรณีที่บริษัทเลื่อที่จะถือเป็นค่าใช้จ่ายออย่างเดียวโดยไม่ Cap เลยนั้นมันอาจทำให้ความสามารถในการกู้ยืมของบริษัทลดลงได้เพราะ NI ต่ำ
                ** ได้มีหลักฐานงานวิจัย พบว่า การที่บริษัทสดงให้เห็นว่ามีการพยายามลงทุนลดลงหรือมีการลดลงของการจะขยายการลงทุนเพิ่ม คือ เป็นการส่งสัญญานดีต่อนักลงทุน
การขายหรือการตัดจำหน่ายสินทรัพย์
                มักจะเกิดรายกร กำไร/ขาดทุน จากการจำหน่ายสินทรัพย์ ซึ่งรายการนี้ถือว่าเป็นNonrecurring Item ซึ่งในการวิเคราะห์งบ ควรจะ Adjust รายการนั้นออกก่อน
                ในการสังเกตุเพื่อประโยชน์ในการวิเคาระห์ ถ้าพบว่ากิจการได้มีการขายสินทรัพย์ที่เป็นส่วนสำคัญของการผลิตหรือดำเนินงานมันอาจบอกให้เราทราบอ้อมๆว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้
สำคัญ เช่น เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรืออาจปิดกิจการ
                ในบางครั้งรายการ กำไร /ขาดทุน จากการขายสินทรัพย์ถาวร ก็มีผลต่อการวิเคราะห์ของนักลงทุนได้ เช่น
–         ในกรณีที่มีกำไรจากการขายสินทรัพย์ นักวิเคราะห์อาจมองย้อนไปถึงวิธีการคิด ค่าเสื่อมราคาได้ว่า กิจการได้เบื่อกใช้วิธีคิดค่าเสื่อมราคา แบบ Conservative คือ จะรับรู้ค่าใช้จ่ายต่อปีมากๆไว้ก่อน จึงทำให้ตัดค่าเสื่อม ในแต่ละปีค่อนข้างสูง เวลาจะขายจึงทำให้สินทรัพย์ ณ วันที่ขายมีราคาที่ต่ำกว่า จึงมีกำไรจากการขายสินทรัพย์
–         ในกรณีที่มี ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ นักวิเคราะห์ก็อาจมองว่า เป็นไปได้มั้ยที่กิจการเลือกใช้วิธีการคิดค่าเสื่อมที่ทำให้มีค่าเสื่อมราคาในแต่ละปี ต่ำๆเพื่อให้กำไรสูง ดังนั้น เวลาขายสินทรัพย์สุทธิ จึงแสดงมูลค่าที่สูงเกินไป(Over Value)จึงทำให้ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์
Credit : เก่งวิเคราะห์งบการเงิน

  • 0

กฎหมายภาษีแก้ไขใหม่ ใครสุ่มเสี่ยง โดนตรวจสอบ


Tags : 

ประมวลรัษฎากรที่เพิ่งแก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และมีผลให้ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลจะต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรครั้งนี้ เชื่อว่าอาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่มีเงินฝากหรือรับเข้าบัญชีธนาคารเกือบทุกคนครับ

ตามประมวลรัษฎากรฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดหน้าที่ให้กับสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลลูกค้าที่มีลักษณะพิเศษให้แก่กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะพิเศษในปีที่ล่วงมาที่อยู่ใน ความครอบครองให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

(1) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(2) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ธุรกรรมลักษณะพิเศษตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมาดังต่อไปนี้
(1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้ง
(2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้ง และมียอดรวมของ ธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป

Credit : www.thairath.co.th


  • 0

ส่องค่าใช้จ่ายแฝง ต้นเหตุทำ SME ทุนหายกำไรหด


Tags : 

“ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หลบซ่อนอยู่ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้ธุรกิจต้องสูญเงินไปอย่างมหาศาล ดังนั้น ก่อนเริ่มทำธุรกิจผู้ประกอบการควรต้องรับรู้ถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ดี

เริ่มจาก “ผลประโยชน์และสิทธิพิเศษของพนักงาน” อย่าคิดแค่การคำนวณค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วยสำหรับพนักงานหนึ่งคน เพราะยังมีค่าประกันสังคมในส่วนที่นายจ้างต้องชำระ สวัสดิการต่างๆ ท่องเที่ยวประจำปี โบนัส ซึ่งผู้ประกอบการบางคนลืมคำนวณค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงไป ทำให้ค่าใช้จ่ายพนักงานต่อเดือน จาก 15,000 บาท อาจกลายเป็น 18,000-20,000 บาทต่อคนไปเลยทีเดียว

และล่าสุดกฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ ที่กำหนดให้การเกษียณอายุ เมื่อครบ 60 ปีคือการเลิกจ้าง ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้างที่อายุงาน 10 ปีขึ้น ไปได้รับเงินชดเชย 10 เดือน ซึ่งประเด็นนี้ ศิริรัฐ โชติเวชการ กรรมการผู้จัดการ Network Advisory Team Ltd. (NAT) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและบัญชี บอกไว้ว่า ผู้ประกอบการ SME ควรต้องให้ความสำคัญและต้องเตรียมพร้อมที่จะตั้งสำรองจ่ายในส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องจ่ายจริง อาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแต่ผลประโยชน์และสิทธิพิเศษของพนักงานเท่านั้น บางครั้งการที่ผู้ประกอบการ ให้เงินเดือนตัวเองน้อยๆ เพื่อต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ก็มีผลที่จะทำให้ต้นทุนผิดเพี้ยนได้เช่นกัน

อีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่มักจะแอบซ่อนอยู่โดยที่ผู้ประกอบการอาจจะมองข้าม นั่นคือ “ค่าสินค้าเสียหาย” ทั้งนี้ อาจชำรุดจากการขนส่ง หรือเสียหายจากหน้าร้าน หรือแม้แต่สินค้าหมดอายุจนไม่สามารถจำหน่ายได้ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้คือ การประมาณการค่าสินค้าเสียหายล่วงหน้า และบวกเข้าไปในต้นทุนของสินค้าด้วย นอกจากนี้ ศิริรัฐ ยังบอกด้วยว่า การบริหารสต็อกที่ไม่เป็นระเบียบ ก็มีผลโดยตรงกับเรื่องของต้นทุน ซึ่งที่ผ่านมา SME ส่วนใหญ่มักจะจัดเก็บสต็อกไม่ค่อยเป็นระเบียบ เกิดการสูญหายของสินค้าไปโดยไม่รู้ตัว นำไปสู่ความเสียหายมากมาย นอกจากจะกระทบในแง่ของต้นทุนของตัวเองแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นคือ กรณีที่มีกรมสรรพากรมาตรวจสอบ หากสต็อกไปเรียบร้อย พบว่าสินค้าเหลือน้อยกว่าบัญชี เขาจะถือว่าขายไปแต่ไม่ได้มีการลงบัญชี ซึ่งจะโดนปรับทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล

 

พร้อมกันนี้ ค่าที่ปรึกษาต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันการทำธุรกิจเพียงคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีเพื่อนคู่คิด แต่เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วก็จะพบว่ารายจ่ายมีโอกาสบานปลายตามไปด้วย ทั้งค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การบัญชี นักกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีราคาสูงขนาดไหน

 

สุดท้ายค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่สำคัญมากๆ ในการทำธุรกิจก็คือ ค่าบริหารจัดการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค่าใช้จ่ายภายในสำนักงาน และค่าเดินทางในการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น  ค่าอุปกรณ์สำนักงาน อาทิ คอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ โทรศัพท์ ค่าโทรศัพท์รายเดือน หมึกพิมพ์ กระดาษ อุปกรณ์ทำความสะอาด ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเลี้ยงรับรองแขก รวมถึงค่าซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ ทั้งหมดนี้ อาจดูแล้วมีราคาไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายรายปี เราจะพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถสร้างผลกระทบต่อกำไรในภาพรวมได้ไม่น้อย ดังนั้น พยายามประหยัด และตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบทุกเดือน

Credit : www.businesslinx.globallinker.com


  • 0

ป้าย แบบไหนบ้าง ที่ได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีป้าย


Tags : 

ป้าย แบบไหนบ้าง ที่ได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีป้าย

ป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย มีอยู่หลากหลายประเภทด้วยกัน ทั้งจาก พ.ร.บ.ภาษีป้ายปี พ.ศ.2510 และฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2535

  1. ป้าย ที่ติดอยู่กับสินค้า บรรจุภัณฑ์สินค้า ติดไว้ที่คน และป้ายที่ติดไว้ที่สัตว์
  2. ป้าย ที่ติดอยู่ภายในตัวอาคาร หรือพื้นที่ส่วนตัว แต่ต้องมีขนาดไม่เกิดตามที่กำหมด
  3. ป้าย ที่ติดอยู่หน้าโรงมหรสพ เพื่อโฆษณามหรสพนั้นๆ และป้าย ที่ติดบริเวณงานที่จัดขึ้นชั่วคราว
  4. ป้าย ของหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ป้ายวัด และป้ายมูลนิธิ
  5. ป้าย ของธนาคารบางแห่ง และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  6. ป้าย ของโรงและและสถาบันอุดศึกษาเอกชน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงและและสถาบันอุดศึกษาเอกชนนั้นๆ
  7. ป้าย ของผู้ประกอบการเกษตร ที่เป็นผลผลิตจากการเกษตรของตนเอง
  8. ป้าย ที่มีลักษณะเป็นล้อเลื่อน หรือติดอยู่กับรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนตร์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ รวมถึงยานพาหนะอื่นๆ ที่มีพื้นที่โฆษณาไม่เกิน 500 ตารางเซนติเมตร

Credit : www.officemate.co.th


  • 2

สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาค กรณีผู้บริจาคเป็นบุคคลธรรมดา


Tags : 

 

Credit : https://www.rd.go.th