Tag Archives: SMEs

  • 0

6 วิธี SME เตรียมตัวก่อนกู้เงิน


Tags : 

6 วิธี SME เตรียมตัวก่อนกู้เงิน

​      การเตรียมความพร้อมเป็นเรื่องสำคัญในการขอสินเชื่อ เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติให้มีมากขึ้น เคล็ดลับต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจในการวางแผนเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคาร

1. เดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ  การเดินบัญชีเป็นการสร้างประวัติธุรกิจของคุณกับธนาคาร เพื่อใช้ดูกระแสเงินสดเข้า – ออกบัญชี ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงรายรับ-รายจ่ายที่เกิดขึ้นของธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยธนาคารจะนำข้อมูลนี้มาใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ ดังนั้นธุรกิจควรรับและจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคารเป็นประจำทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ

2. รักษาเครดิตให้ดีที่สุด  เครดิตที่ดีทำให้ผู้กู้มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นอย่าละเลยปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครดิตส่วนบุคคล หรือประวัติเช็คคืน ที่เรียกกันว่าเช็คเด้ง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเงินของคุณ ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. เอกสารทางการค้ามีค่าต้องเก็บไว้ให้ดี  เอกสารการค้าที่แสดงให้เห็นถึงรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจคุณ ไม่ว่าจะเป็น บัญชีซื้อ บัญชีขาย สำเนาใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จรับเงิน เอกสารเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ ในกรณีที่เงินหมุนเวียนในบัญชีของคุณไม่แสดงถึงรายได้ที่แท้จริงของธุรกิจ

4. วางใจธนาคารในเรื่องรักษาความลับลูกค้า  มีข้อมูลหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการขอสินเชื่อ แต่คุณอาจจะไม่ได้ให้ธนาคาร เพราะกลัวว่าความลับทางการค้าจะรั่วไหล ในความเป็นจริงธนาคารไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้กับใครได้ถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ดังนั้นจึงวางใจได้และนำส่งข้อมูลที่จำเป็นทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสนับสนุนการขอสินเชื่อของคุณ

5. ขอสินเชื่อให้เหมาะกับความต้องการ การพิจารณาสินเชื่อธนาคารจะดูจากความสามารถในการชำระหนี้ โดยพิจารณาจากรายได้ ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่าย ซึ่งจะสะท้อนถึงความต้องการทางการเงินของธุรกิจ ดังนั้นคุณควรรู้ความต้องการเงินลงทุนที่แท้จริงของธุรกิจ เพื่อขอกู้จากธนาคารในวงเงินที่ไม่มากเกินความจำเป็น เพราะอย่าลืมว่าเงินกู้นั้นมีดอกเบี้ยจ่ายที่จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นภาระในระยะยาว

6. เตรียมแผนธุรกิจให้พร้อม การขอสินเชื่อที่ดีจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนเสมอ นอกเหนือจากเอกสารประกอบต่างๆ แล้ว สิ่งที่ท่านจำเป็นต้องทำคือ แผนธุรกิจและแผนการทางการเงินของกิจการอย่างคร่าว ๆ เช่น ต้องการเงินเท่าไหร่ รายได้โดยประมาณต่อปีเป็นเท่าไหร่ สามารถใช้หลักประกันอะไรได้บ้าง ประเมินจากเงื่อนไขของธนาคารแล้วน่าจะได้วงเงินสักเท่าไหร่ ถ้าไม่พอมีแผนจะทำอย่างไร สามารถชำระคืนได้หรือไม่ ภายในกี่ปี คำถามเหล่านี้จะช่วยในการเตรียมพร้อมก่อนดำเนินการเรื่องขอสินเชื่อ

Credit : www.kasikornbank.com

  • 0

ความแตกต่างระหว่างบัญชีบริหารและบัญชีการเงิน


Tags : 

การบัญชีการเงิน คือ การบัญชีที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรวบรวม จำแนก และรายงานข้อมูลทางการเงินของกิจการที่เกิดขึ้นในอดีตให้กับบุคคลภายนอกที่ต้องการข้อมูลทางการเงิน
การบัญชีการบริหาร จะมีหลักการเกี่ยวกับการให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหารภายในกิจการใช้ในการวางแผน ควบคุม และการตัดสินใจในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของกิจการ
ความแตกต่างระหว่างการบัญชีการเงินและการบัญชีบริหาร
บัญชีการเงิน
1. เสนอข้อมูลแก่บุคคลภายนอก
2. จัดทำภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย
3. จัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป
4. ข้อมูลจะถูกเสนอตามเวลาที่ผู้บริหารเกิดความต้องการ
5. เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต
6. เสนอข้อมูลในภาพรวมของกิจการ
7. เสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับรายการดำเนินงาน
8. ข้อมูลจะถูกเสนอตามรอบบัญชี
บัญชีบริหาร
1. เสนอข้อมูลแก่ผู้บริหาร
2. ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับทางกฎหมาย
3. ยืดหยุ่นตามประเด็นของปัญหาการตัดสินใจ
4. เน้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ
5. เน้นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต
6. เน้นเสนอข้อมูลของกิจการโดยเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของกิจการ
7. เสนอข้อมูลทั้งทางด้านเชิงคุณภาพและข้อมูลจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ
8. ข้อมูลจะเสนอตามเวลาที่ผู้บริหารเกิดความต้องการ

e-Accounting

 

Credit : www.med.swu.ac.th


  • 0

5 ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียว (ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีและERP)


Tags : 

ประโยชน์ของบัญชีชุดเดียว มีอะไรบ้าง? 
1.ลงบัญชีได้ง่าย ตัวเลขถูกต้อง ไม่สับสน

การลงบัญชีจากเดิมที่ต้องคอยกังวลในการลงบัญชีผิดพลาด หรือสับสนกับบัญชีที่มีหลายเล่มซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกบัญชีและสะดวกในการทำธุรกรรมในแต่ละธนาคาร แต่โดยส่วนมากก็ถูกจับตามองว่าเป็นการกระทำเพื่อเลี่ยงภาษี โดยหากเปลี่ยนเป็นการใช้บัญชีเพียงชุดเดียวผู้ประกอบการก็จะสามารถลงบัญชีได้ง่ายขึ้น มีตัวเลขที่ถูกต้องเพียงตัวเลขเดียว ไม่ยุ่งยากในการตรวจสอบ และไม่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการโกงจากพนักงานบัญชี

2.ประเมินผลประกอบการได้ชัดเจน 

เจ้าของกิจาการจะรู้รายได้และที่มารายได้ทั้งหมด  รู้ต้นทุนในการดำเนินกิจการที่แท้จริง นำไปวางแผนได้มีประสิทธภาพ รวมถึงสามารถทราบว่าต้องใช้กลยุทธ์ในช่วงนั้นอย่างไร จะสู้หรือตั้งรับหรือจะถอยทัพนั่นเอง

3.เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

เนื่องจากบัญชีเดียวจะสะท้อนผลประกอบการที่โปร่งใส เป็นผลให้คู่ค้าไม่ลังเลที่จะเลือกคุณเป็นคู่ทำธุรกิจหากผลประกอบการคุณเข้มแข็ง

4.ใช้วางแผนภาษีได้ง่ายขึ้น

หลักการคิดภาษีนิติบุคคลคือ (รายได้-ค่าใช้จ่าย=กำไร) ซึ่งจะนำกำไรไปคิดภาษีที่ต้องจ่าย หากเราสามารถหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนั่นหมายความว่า ภาษีที่ต้องจ่ายก็จะลดลง ซึ่งค่าใช้จ่ายของเจ้าของกิจการเองก็สามารถวางแผนเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้ เช่น เงินเดือน ค่าอบรมสัมมนาซึ่งสามารถนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้มากถึงสองเท่า

5.เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อได้ และลดต้นทุนการเงิน

หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าวออกมา ก็มีการขานรับจากหลายธนาคารเรื่องการให้สินเชื่อในอัตราพิเศษสนับสนุน SMEs ที่ใช้บัญชีชุดเดียวเนื่องด้วยธนาคารเล็งเห็นว่า การใช้บัญชีชุดเดียวจะสะท้อนความสามารถในการดำเนินงานของกิจการอย่างแท้จริง กลายเป็นผลดีให้กับ SMEs ที่สามารถกู้ได้ถูกลง ลดต้นทุนทางการเงินของกิจการ

 

ERP product

 

Credit : www.kiatnakin.co.th

 


  • 0

ภาษีต้องห้ามที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ !


Tags : 

ภาษีต้องห้ามเกิดขึ้น เพื่อกำหนดว่าค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาหักภาษีขายได้ และค่าใช้จ่ายแบบไหนที่ไม่สามารถนำมาหักได้

ภาษีซื้อแบบไหนที่ไม่สามารถนำมาหักภาษีขายได้

  1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ออกใบกำกับภาษี การที่ไม่มีใบกำกับภาษีนั้นจะไม่สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้ เพราะไม่รู้ว่าผู้ขายเป็นใครผู้ซื้อเป็นใครและมีรายการซื้ออะไร
  2. ใบกำกับภาษีซื้อมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด ใบกำกับภาษีที่ไม่เป็นไปตามกำหนดของกฎหมาย มีข้อความไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ทางที่ดีนั้นคือควรตรวจสอบใบกำกับภาษีให้ดีทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
  3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลเพิ่ม แม้การซื้อสินค้าหรือรับบริการจะมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและครบถ้วน แต่หากเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่นค่านมผง ค่าแพมเพิส ค่าขวดนม เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลยกับกิจการค้าขายพลาสติกที่ทำอยู่นั้น ก็จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้เช่นกัน
  4. รายจ่ายเพื่อการรับรอง ค่ารับรองหรือค่าบริการหรือค่าให้ความอำนวยความสะดวกให้กับบุคคลหรือแขกของกิจการ เป็นต้นว่า ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา ค่าของขวัญ ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อเพื่อขอคืนภาษีได้
  5. การซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่ออกใบกำกับภาษีโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้แก่ บุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่นอกราชอาณาจักรแต่มีตัวแทนออกแทนในนามผู้ประกอบการ หรือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทรัพย์สินถูกนำออกมาขายทอดตลาด หากซื้อสินค้าหรือบริการจากบุคคลหรือผู้ประกอบการที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะได้ใบกำกับภาษีมา แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นภาษีซื้อได้
  6. ภาษีซื้อทีเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรว่าไม่สามารถนำมาหักภาษีขายได้ ได้แก่
    • ค่าใช้จ่ายจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์ รวมถึงซื้อสินค้าและรับบริการเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน
    • การซื้อสินค้าหรือรับบริการตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ
    • การซื้อสินค้าเพื่อใช้เอง
    • ภาษีซื้อที่จากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ได้นำอาคารนั้นไปขายหรือให้เช่าในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

Credit : www.smemove.com


  • 0

ข้อผิดพลาดของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนและการแก้ไขข้อผิดพลาด


Tags : 

 กิจการอาจพบข้อผิดพลาดในการจัดทำงบการเงินของงวดก่อน ๆ ในงวดปัจจุบัน  ข้อผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการคำนวณตัวเลขผิด  การนำนโยบายบัญชีมาปฏิบัติไม่ถูกต้อง  การตีความผิดพลาด  การทุจริตหรือความเลินเล่อ  ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจจำแนกได้ 3 ชนิด คือ

1. ข้อผิดพลาดในงบดุล ( Balance  Sheet  Errors ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์  หนี้สิน  และทุน  อันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น  การจัดจำแนกลูกหนี้การค้าระยะสั้นเป็นเงินลงทุนระยะสั้น  หรือการจัดตั๋วเงินจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายหรือการจัดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น  ข้อผิดพลาดดังกล่าวนี้  จะต้องรายการแก้ไขปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

                2. ข้อผิดพลาดในงบกำไรขาดทุน ( Income  Statement  Errors )  หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีรายได้หรือค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจำแนกประเภทบัญชีผิด  เช่น บันทึกค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร  หรือบันทึกรายได้จากดอกเบี้ยรับเป็นรายได้จากการขาย  ข้อผิดพลาดในการจำแนกรายการในงบกำไรขาดทุนผิดจะไม่มีผลกระทบต่องบดุลและงบกำไรขาดทุน  ดังนั้น  ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีก่อที่ได้ปิดบัญชีไปแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องลงรายการแก้ไขปรับปรุงเมื่อตรวจพบ  แต่ถ้าหากเป็นข้อผิดพลาดของปีปัจจุบันระหว่างปี  ก็จำเป็นต้องรายการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องทันทีเมื่อตรวจพบ

                3. ข้อผิดพลาดที่กระทบทั้งงบดุลและงบกำไรขาดทุน ( Balance  Sheet  and  Income  Statement  Effect ) หมายถึง  ข้อผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อบัญชีสินทรัพย์ หรือ หนี้สิน หรือ ทุน  และกระทบต่อรายได้หรือค่าใช้จ่าย  เช่น  มิได้บันทึกรายได้หรือค่าใช้จ่าย เช่น มิได้บันทึกรายได้ค้างรับ ณ วันสิ้นงวดการบัญชี  ผลของความผิดพลาดนี้จะทำให้รายได้ของงวดต่ำไป  ซึ่งเป็นผลทำให้กำไรสุทธิของงวดต่ำไป  และทำให้สินทรัพย์มีจำนวนต่ำไปด้วย 

Credit : www.myaccount-cloud.com


  • 0

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี


Tags : 

   อาชีพทางการบัญชี ถือเป็น หนึ่งอาชีพที่ติดอันดับในประชาคมอาเซียน เลยที่เดียว นั้นหมายความว่า ถ้าหาก เยาวชนไทยคนใดที่มีความสนใจ ในการศึกษาวิชาการด้านการบัญชี ก็จะเป็นบุคลากรเป้าหมายของประเทศในกลุ่มอาเซียน

วันนี้ ดิฉันในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาด้านการบัญชี จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ มาศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี  นั้นคือ ความหมายของ  สินทรัพย์   หนี้สิน  และส่วนของเจ้าของ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ที่สนใจในการศึกษาวิชาการบัญชี ควรต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก โดยมีสาระ  เบื้องต้นดังนี้

สินทรัพย์(Assest)  หมายถึง  สิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินโดยมีบุคคลหรือกิจการเป็นเจ้าของ  เช่น  เงินสด  เงินฝากธนาคาร  สลากออมสิน  พันธบัตรรัฐบาล  สัมปทานเหมืองแร่  ลิขสิทธิ์เพลง เป็นต้น

หนี้สิน(Liability)  หมายถึง ภาระผูกพันที่บุคคลภายนอกพึงมีต่อกิจการอันเกิดจากการซื้อสินทรัพย์ หรือการใช้บริหารและยังไม่ได้ชำระเงินให้หรือชำระเพียงบางส่วน  เช่น ซื้อรถยนต์โดยผ่อนชำระ  ซื้อคอมพิวเตอร์โดยแบ่งชำระ  4 งวด ซื้อเฟอร์นิเจอร์โดยขอเครดิต1เดือน  ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ายังไม่ได้นำเงินไปชำระ  เป็นต้น

ส่วนของเจ้าของ(Owner,s equity) หมายถึง กรรมสิทธิ์ที่บุคคลหรือกิจการมีในสินทรัพย์  ซึ่งคำนวณได้จาก     สินทรัพย์  – หนี้สิน  และในกรณีที่บุคคลหรือกิจการ    ไม่มีหนี้สิน  ส่วนของเจ้าของ= สินทรัพย์     ดังนั้นส่วนของเจ้าของอาจเรียกว่าสินทรัพย์สุทธิ(Net Assets or  Net  Worth)

Smartbizบัญชี-เงินเดือน-ผลิต


  • 0

การคำนวนค่าเสื่อมราคาตามวิธีอัตราเร่งที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี


Tags : 

วิธีอัตราเร่ง ( Accelerated Method ) หมายถึง หรือวิธีอัตราลดลง ( Decreasing Charge Method ) หมายถึง   ซึ่งมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยม ได้แก่

1. วิธีผลรวมจำนวนปีของอายุการใช้งานคงเหลือ ณ วันต้นปีทุกปี ( Sum of the Year’s Digit )

2. วิธียอดลดลงทวีคูณ ( Double Declining Balance Method )

วิธีผลรวมจำนวนปีของอายุการใช้งานคงเหลือ ณ วันต้นปีทุกปี ( Sum of the Year’s Digit ) วิธีนี้จะถือจำนวนปีหรืออายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรเป็นเกณฑ์โดยใช้ผลบวกรวมทั้งสิ้น ในรูปของเศษส่วนและจำนวนเศษส่วนจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อจำนวนค่าเสื่อมราคาประจำงวดบัญชี การคำนวณ

1. ผลรวมจำนวนปี = n ( n + 1 ) /2

2. ราคาสุทธิ = ราคาทุน – ราคาซาก หมายเหตุ  n = จำนวนปีที่คาดว่าสินทรัพย์จะใช้งานได้

วิธียอดลดลงทวีคูณ ( Double Declining Balance Method ) หลักการคำนวณ คือ จะคำนวณหาอัตราค่าเสื่อมราคาต่อปีและปรับจำนวนเป็น 2 เท่า นำอัตรา 2 เท่าที่คำนวณได้ไปคำนวณหาค่าเสื่อมราคาประจำงวด โดยคำนวณจากราคาตามบัญชี ( Book Value )ของสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงทุกปี และวิธีนี้ไม่นำราคาซากมาเกี่ยวข้องกับการคำนวณ การคำนวณ ค่าเสื่อมราคา = ( 2 x อัตราร้อยละของวิธีเส้นตรง ) x ราคาตามบัญชี ณ วันต้นงวด

ERP product

 

 


  • 0

5 ส่วนสำคัญของงบการเงินที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่ใจ


Tags : 

5 ส่วนสำคัญของงบการเงิน ในแต่ละส่วนบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง?

1.งบดุล

พูดถึงงบทางการเงิน งบที่พื้นฐานที่สุดก็คงหนีไม่พ้นงบดุล ซึ่งคนเรียนบัญชีต้องเรียนเป็นสิ่งแรกๆ ซึ่งงบดุลนั้นเกิดจากพื้นฐานของสมการ สินทรัพย์ = หนี้สิน+ส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งทำให้งบดุลถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือส่วนสินทรัพย์ และส่วนของหนี้สินรวมกับส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งตามหลักแล้วทั้ง 2 ฝั่งจะต้องเท่ากันเป๊ะ

ซึ่งในรายละเอียด ส่วนของสินทรัพย์จะแยกเป็นสินทรัพย์ระยะสั้น หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น เงินสด, เงินฝาก, หุ้นของบริษัทในบริษัทอื่น) กับสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ (เช่น อสังหาริมทรัพย์, เครื่องจักรต่างๆ, ยานพาหนะ) และส่วนของหนี้สินจะแยกเป็นหนี้สินระยะสั้น (ที่ต้องชำระภายใน 1 ปี) และหนี้สินระยะยาว (ที่ต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี)

งบดุลเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นภาพใหญ่ของธุรกิจ ผ่านสินทรัพย์ และแหล่งที่มาของเงินทุนของบริษัทจากส่วนของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งตรงนี้งบดุลที่มีหน้าตาเหมาะสมก็คือ งบดุลที่มีความสมส่วนกันสองข้าง เช่น มีหนี้สินระยะสั้นไม่มากไปกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น (มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถหาเงินสดมาชำระหนี้ได้ตามกำหนด) หรือมีการขยายตัวของสินทรัพย์ระยะยาวไปพร้อมๆ กับหนี้สินระยะยาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทก่อหนี้ได้ถูกประเภทของการได้มาซึ่งสินทรัพย์ เป็นต้น

2.งบกำไรขาดทุน

แม้ว่างบดุลจะมีความสำคัญเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของธุรกิจ แต่บางทีผู้บริหารก็อาจต้องการมองภาพย่อยให้เห็นภาพเร็วๆ มากกว่าที่จะต้องไปดึงตัวเลขจากงบดุลมาวิเคราะห์อีกที งบการเงินตามมาตรฐานปัจจุบันทั่วไปจึงมีมากกว่างบดุล และงบส่วนต่อมาที่ควรจะกล่าวถึงก็คือ งบกำไรขาดทุน

งบกำไรขาดทุนก็คือ การแสดงให้เห็นยอดขายหรือรายได้ของธุรกิจ แล้วเอามาหักลบด้วยต้นทุนต่างๆ ของธุรกิจ แล้วแสดงผลต่างออกมาเป็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของธุรกิจ

งบกำไรขาดทุนสามารถแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ เช่น การแยกรายได้จากการขาย และรายได้จากการบริการ ไปจนถึงรายได้จากเงินปันผลในหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่บริษัทถือไว้ หรือส่วนของต้นทุน ก็อาจแยกได้เป็นต้นทุนการขาย ต้นทุนการบริการ ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งจะแยกอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจเป็นหลัก

อย่างไรก็ดีรายละเอียดที่สำคัญที่สุดของงบกำไรขาดทุนที่สำคัญคือ ส่วนของต้นทุนขาย และ ค่าใช้จ่ายในการบริหารธุรกิจ ซึ่งหากพิจารณาปีต่อปีมันจะทำให้เห็นหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น การที่ยอดขายเพิ่มขึ้น  แต่อัตราผลกำไรกลับลดลง มันก็อาจเกิดจากการขยายตัวของต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายการขายที่โตเร็วกว่ายอดขายก็ได้ เป็นต้น

3.งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น

งบส่วนนี้เป็นงบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงความมั่งคั่งของเจ้าของบริษัท ซึ่งรายละเอียดมันอธิบายง่ายๆ  ก็คือ การแสดงมูลค่าหุ้นพื้นฐานตามราคาจดทะเบียน มูลค่าของหุ้นที่เกิดขึ้นตามราคาตลาด ผลกำไรของบริษัท และเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้น

งบส่วนนี้เหมาะกับการพิจารณาของนักลงทุนว่าควรจะลงทุนในบริษัทดีหรือไม่ เพราะการพิจารณาปีต่อปีก็จะทำให้เห็นเน้นไปที่ส่วนของผู้ถือหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้โดยตรง และจะทำให้เรามองเห็นชัดว่ามันเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากองค์ประกอบใดในส่วนของผู้ถือหุ้น และทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการ เช่น นักลงทุนที่เน้นเงินปันผลควรจะดูงบการเงินส่วนนี้ของบริษัทต่างๆ เพื่อให้เงินนโยบายด้านเงินปันผลของบริษัทในแต่ละปีเมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิ หรือนักลงทุนที่ไม่เน้นเงินปันผลแต่เน้นมูลค่าของหุ้นก็อาจเลือกลงทุนในบริษัทที่จ่ายปันผลน้อย แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกำไรสะสมของบริษัท เป็นต้น

4.งบกระแสเงินสด

สภาพคล่องเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจที่มักจะต้องพิจารณาแยกส่วนอื่นๆ เนื่องจากบริษัทที่เติบโตดี  ก็อาจมีสภาพคล่องต่ำได้ มันจึงมีงบกระแสเงินสดแยกออกมาจากงบการเงินส่วนอื่น เพื่อให้พิจารณาสภาพคล่องของบริษัทโดยเฉพาะ

องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด ถ้าจะให้พูดในภาพใหญ่ก็คือ องค์ประกอบต่างๆ ของรายรับและรายจ่ายของบริษัทในปีๆ หนึ่งทั้งหมด โดยแยกตามแหล่งที่มาและที่ไปของเงินสด ทั้งนี้ความต่างหลักๆ ของงบกระแสเงินสดกับงบกำไรขาดทุนก็คือ ในงบกระแสเงินสด จะมีการแยกรายรับและรายจ่ายอย่างละเอียดกว่ามาก เช่น จะมีการแยกเลยให้เห็นว่ารายจ่ายส่วนของค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าซื้อสินค้า ค่าบำรุงรักษา ค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ฯลฯ อย่างละเอียด ซึ่งจุดเด่นของงบนี้ก็คือจะทำให้ผู้ดูสามารถเห็นรายจ่ายของบริษัทในส่วนต่างๆ ได้ละเอียดกว่างบการเงินส่วนอื่นๆ ที่มักจะพูดถึงรายจ่ายในภาพใหญ่

5.หมายเหตุประกอบงบการเงิน

ส่วนสุดท้ายของงบการเงินก็คือ “หมายเหตุประกอบงบการเงิน” ส่วนนี้เป็นส่วนที่จะทำการอธิบายรายละเอียดต่างๆ ที่เราไม่เห็นในงบการเงินส่วนอื่น เช่น หลักการตีราคาสินทรัพย์ของบริษัท การคิดค่าเสื่อมราคาในรายการต่างๆ ไปจนถึงการควบรวมกิจการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกอธิบายแยกไปในแต่ละส่วนของงบการเงินที่กล่าวมา

แม้ว่าชื่อจะเป็น “หมายเหตุ” แต่จริงๆ หมายเหตุประกอบงบการเงินเป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่และมีรายละเอียดมากที่สุดในงบการเงิน เพราะส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บริษัทแจกแจงรายละเอียดการคิดบัญชีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าเสื่อมราคาหรือการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ไปจนถึงแจกแจงรายละเอียดของลูกหนี้บริษัท เจ้าหนี้บริษัท และการถือหุ้นของบริษัทในบริษัทอื่นๆ มันเป็นส่วนของงบการเงินที่จะทำให้ผู้พิจารณางบการเงินสามารถมองเห็นมิติทางการเงินของบริษัทในรายละเอียดได้จริง ดังนั้นมันเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ สำหรับผู้ที่เห็นว่าส่วนอื่นๆ ของงบการเงินยังไม่สามารถให้ภาพทางการเงินของบริษัทได้อย่างชัดเจนเพียงพอ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณางบการเงินต่างๆ ก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจกลุ่มการเงินก็เป็นกลุ่มที่จะมีหนี้สินมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เป็นปกติ หรือกลุ่มงานบริการบางกลุ่ม ส่วนที่ต้องพิจารณามากกว่าการเติบโตของต้นทุนการขาย ก็คือการเติบโตของต้นทุนการบริหาร เป็นต้น

ERP product

Credit :  www.ktb.co.th


  • 0

ทำไมต้องวางแผนภาษี


Tags : 

การวางแผนภาษี  คือ  การกำหนดแนวทางปฎิบัติในการเสียภาษี  เพื่อให้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง  และสามารถประหยัดภาษีได้สูงสุด

          ทำไมต้องมีการวางแผนภาษี
        1.  เพื่อให้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
2.  เพื่อป้องกันโทษ  และความรับผิดจากการเสียภาษีที่ผิดพลาด
3.  เพื่อให้ได้รูปแบบแนวทางที่ประหยัดภาษีสูงสุด
4.  ช่วยลดต้นทุนทำให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.  เพื่อรักษาความมั่งคั่งของผู้เสียภาษี

          ประเภทของภาษีอากร
         1.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
2.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล
3.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม
4.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ
5.  ภาษีศุลกากร
6.  ภาษีสรรพสามิต
7.  ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
8.  ภาษีบำรุงท้องที่
9.  ภาษีป้าย
10.  ค่าธรรมเนียม
11.  อากรแสตมป์
ภาษีอากรแต่ละประเภทมีอัตราและวิธีปฎิบัติในการเสียภาษีต่างกัน  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจึงต้องศึกษารายละเอียดของภาษีอากรแต่ละประเภท  เพื่อให้การเสียภาษีของเราได้รับประโยชน์สูงสุด

         ประเภทของผู้เสียภาษี
          

          1. ประเภทบุคคลธรรมดา
กฎหมายกำหนดให้นำรายได้  หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆแล้ว  มาเป็นฐานในการคำนวนภาษี โดยใช้เกณฑ์เงินสด  ( cash  basis)  เป็นตัวตั้ง  ขณะที่อัตราภาษีใช้อัตราก้าวหน้า
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ได้แก่
1.  บุคคลธรรมดา
2.  ห้างหุ้นส่วนสามัญ
3.  คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
4.  ผู้ถึงแก่ความตายในระหว่าปีภาษี
5.  กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

          2. ประเภทนิติบุคคล
          โดยทั่วไปกำหนดให้เก็บภาษีจากกำไรสุทธิ  โดยเก็บรอบระยะเวลาบัญชีละ  2  ครั้ง  เสียภาษีในอัตราคงที่  30%  เว้นแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน  หรือกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  กำไรที่เกิดขึ้นนี้ใช้เกณฑ์สิทธิ  หรือเกณฑ์ในการรับรู้รายได้ทันที  เมื่อมีการขายหรือการให้บริการ
โดยไม่คำนึงว่าจะมีการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ได้แก่
1.  บริษัทจำกัด
2.  บริษัทมหาชนจำกัด
3.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด
4.  ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
5.  กิจการร่วมค้า  ( join  venture )
6.  มูลนิธิหรือสมาคม
ผู้เสียภาษีแต่ละประเภท  ยังแบ่งย่อยลงไปเป็น  องค์กรธุรกิจ  หรืออาชีพ  ที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งแต่ละธุรกิจแต่ละอาชีพ  มีอัตราภาษี  ค่าใช้จ่าย  และค่าลดหย่อนที่แตกต่างกัน     ผู้มีเงินได้  จึงควรศึกษาแต่ละธุรกิจ  แต่ละอาชีพให้ถ่องแท้ก่อนจะดำเนินธุรกิจ  เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษี  นำไปสู่การได้เปรียบทางต้นทุนเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันในที่สุด

           ผลกระทบจากการวางแผนภาษีที่ผิดพลาด
1.  ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม
2.  ต้องเสียเบี้ยปรับ
3.  ต้องเสียเงินเพิ่ม  ( ดอกเบี้ยของข้อ 1.  และ  2. )
4.  ต้องรับโทษทางอาญา  ( ปรับ , จำคุก )
5.  อาจถึงขั้นสูญเสียธุรกิจ

Credit : www.thaifinancialadvisor.com


  • 0

ภาษีร้านค้าออนไลน์ แม่ค้าทั้งหลายไม่รู้ไม่ได้แล้ว


Tags : 

เรื่องต้องรู้เมื่อเปิดร้านค้าออนไลน์

เมื่อคุณเป็นพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์เต็มตัวแล้ว สิ่งต่อมาที่คุณต้องรู้และคำนึงถึง กฎเกณฑ์การขายของออนไลน์ต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ เรื่องการเสียภาษีของร้านค้าออนไลน์ ซึ่งถือเป็นกฎหมายใหม่ล่าสุด หลังจากมีการพูดถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีกับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์มาโดยตลอด ในที่สุดกฎหมายก็ได้คลอดออกมาแล้ว โดยมีชื่อว่า ภาษีอีเพย์เมนต์ พ.ศ. 2562 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมครั้งแรกต่อกรมสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ใจความสำคัญคือ การกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-wallet ต้องรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมเฉพาะให้กรมสรรพากรทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล (ผู้ที่จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท) ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยบัญชีธุรกรรมเฉพาะจะต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

 

ถ้าเราไม่อยู่ในเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อข้างต้น ก็เพียงแค่ยื่นภาษีแสดงรายได้ประจำปีปกติ เพราะปัจจุบันร้านค้าออนไลน์ก็ต้องยื่นภาษีเป็นปกติอยู่แล้ว หากรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,000 บาท/ปีขึ้นไป ใช้เกณฑ์เดียวกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี จะเรียกเก็บที่ 7%

สำหรับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงเรื่องการเสียภาษีมาก่อน ควรเริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไร ตรงนี้มีคำตอบ

  1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายไว้ เมื่อคิดจะประกอบอาชีพค้าขายแล้ว คุณต้องระวังและใส่ใจรายละเอียดเรื่องตัวเลขเป็นอย่างมาก ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี ให้เครื่องมือวางแผนทางการเงินช่วยคุณได้
  2.  เก็บหลักฐานทุกอย่าง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการซื้อขายและกับธนาคาร จะเล็กน้อย หรือมากแค่ไหนก็ต้องเก็บรวบรวมไว้ให้หมด เพราะทุกหลักฐานจะต้องนำมาใช้ประกอบการยื่นภาษี
  3. ศึกษาเรื่องภาษีให้ละเอียด เช่น ร้านค้าของคุณเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ ฯลฯ

สำหรับพ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ที่มียอดโอนเพื่อซื้อสินค้าไม่ถึง 3,000 ครั้ง/ปี หรือยอดเงินรวมไม่ถึง 2,000,000 บาท ก็ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะโดนภาษีอีเพย์เมนต์นี้ คุณเพียงแค่ยื่นภาษีรายปีแสดงรายได้ของตัวเองเท่านั้นเอง ปลอดภัยหายห่วงไม่โดนภาษีรายปีและภาษีย้อนหลังแน่นอน

Credit : www.krungsri.com