Tag Archives: Tax

  • 0

การเลือกรูปแบบธุรกิจและพื้นฐานภาษี ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี

Category:Uncategorized Tags : 

สิ่งสำคัญที่ควรจะพิจารณาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนทำธุรกิจก็ คือ “การเลือกรูปแบบธุรกิจ” เพราะธุรกิจแต่ละรูปแบบก็มีวิธีการจัดตั้งและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดภาระทางภาษีที่แตกต่างกันด้วย เช่น ธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็น “บุคคลธรรมดา” หรือ ธุรกิจที่อยู่ในรูปแบบบริษัทมี สถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งแบ่งเป็นการจดจัดตั้งเป็น 4 รูปแบบดังนี้

  1. เจ้าของคนเดียว

ธุรกิจเจ้าของคนเดียวเป็นการลงทุนคนเดียว การจัดตั้งทำได้ง่าย การบริหารคล่องตัวเพราะตัดสินใจคนเดียว กำไรจากกิจการไม่ต้องแบ่งให้ใคร แต่หากธุรกิจขาดทุน เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบผลขาดทุนเพียงคนเดียวเช่นกัน กิจการรูปแบบนี้มีข้อบังคับทางกฎหมายน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเจ้าของต้องแบกรับภาระของกิจการไว้ทั้งหมด ธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียวมีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเจ้าของ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ “ภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดา” และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ. ทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย

  1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ

กิจการที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุน ผู้ที่มาลงทุนในกิจการเรียกว่า “หุ้นส่วน” ทุนที่หุ้นส่วนนำมาลงในกิจการอาจจะเป็นเงิน สินทรัพย์อื่น หรือแรงงาน ก็ได้ โดยหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ห้างหุ้นส่วนสามัญโดยเริ่มต้นแล้วมีสถานะเป็น “บุคคลธรรมดา” ซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ.ทะเบียนพาณิชย์ ยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย

แต่ถ้าหากห้างหุ้นส่วนสามัญไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญก็จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” นอกจากนี้ในแง่ของการดำเนินคดีทางกฎหมาย เช่น หากเกิดคดีความฟ้องร้อง ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ผู้ฟ้องจะฟ้องร้องหุ้นส่วนคนไหนก็ได้ แต่หากห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว การฟ้องร้องจะต้องฟ้องร้องตัว ห้างหุ้นส่วนก่อน หากห้างหุ้นส่วนมีทรัพย์สินไม่พอ จึงค่อยฟ้องร้องหุ้นส่วน

นอกจากนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญยังมีข้อจำกัดในเรื่องการโอนหุ้น คือ การโอนความเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคนก่อน จึงจะทำได้

ในอดีตผู้ประกอบการบางรายเลือกรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล สำหรับกิจการของตนเพราะคิดว่าเป็นการประหยัดภาษี เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของตัวหุ้นส่วนอีกรอบหนึ่ง ต่างจากห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องนำ เงินปันผลไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหากต้องการใช้เครดิตภาษีเงินปันผล  อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมสรรพากรได้แก้ไขข้อกฎหมายโดยกำหนดให้ส่วนแบ่งกำไร จากห้างหุ้นส่วนสามัญต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนอีกรอบหนึ่ง และไม่สามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้โดยมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2558

  1. ห้างหุ้นส่วนจำกัด

เป็นกิจการที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุน การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคล และหากธุรกิจเข้าข่ายกิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พรบ.ทะเบียนพาณิชย์ เจ้าของยังต้องดำเนินการจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย ข้อแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดกับห้างหุ้นส่วนสามัญ คือหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

“หุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด”  หมายถึง เครดิตภาษีเงินปันผลคือส่วนกำไรของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัทที่ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว โดยผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลจากนิติบุคคลสามารถเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ โดยนำเครดิตภาษีมารวมเป็นเงินได้ เพื่อคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องเสีย แล้วจึงนำเครดิตภาษีมาหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ทำให้ท้ายที่สุดแล้วส่วนแบ่งกำไร หรือเงินปันผลที่ได้รับนั้นเสียภาษีบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว หุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวน

“หุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด” หมายถึงหุ้นส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการจำกัดจำนวน คือไม่เกินจำนวนเงินที่ตนได้ลงทุนไปเท่านั้น การโอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัดทำได้ง่ายกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญ เนื่องจากหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดสามารถโอนหุ้นให้ผู้อื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

ห้างหุ้นส่วนสามัญ -หุ้นส่วนทุกคนไม่จำกัดความรับผิดชอบ

>> สถานะเป็นบุคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

>> การโอนความเป็นหุ้นส่วนต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

ข้อดีห้างหุ้นส่วนจำกัด -หุ่นส่วนมีประเภทจำกัด และไม่จำกัดความรับผิดชอบ

>> สถานะเป็นนิติบุคคล

>> การโอนหุ้นของหุ้นส่วนประเภทจํากัดความรับผิดชอบทําได้โดยไม่ จําเป็นต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน

>> ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี 

  1. บริษัทจำกัด

เป็นกิจการที่มีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป นำเงินมาร่วมกันลงทุนแบ่งออก เป็น”หุ้น” ซึ่งแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากัน แต่ “ผู้ถือหุ้น” แต่ละคนอาจมีจำนวนหุ้นไม่เท่ากันก็ได้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะได้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ และมีส่วนรับผิดชอบไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ตนเองถืออยู่ หากยังชำระค่าหุ้นไม่ครบก็ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมแค่ส่วนของมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ จึงเป็นที่มาของคำว่าบริษัทจำกัดนั่นเอง

เนื่องจากแหล่งเงินทุนของบริษัทจำกัดมาจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นหลายคน การบริหารและอำนาจการตัดสินใจจึงไม่ได้อยู่ที่เจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่จะบริหารในรูปแบบของ “คณะกรรมการบริษัท” ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่อาจเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพก็ได้

บริษัทจำกัดมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ซึ่งต้องจดทะเบียนจัดตั้ง และมีข้อบังคับทางกฎหมายมากกว่าธุรกิจที่เป็นห้างหุ้นส่วนหรือเจ้าของคนเดียว แต่ก็มีความน่าเชื่อ ถือมากกว่าเช่นกัน

ข้อดี

>> จํากัดความรับผิด

>> บริหารแบบมืออาชีพ

>> มีความน่าเชื่อถือ

>> อัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดต่ำกว่าบุคคลธรรมดา

ข้อเสีย

>มีขั้นตอนการจัดตั้งมากกว่ารูปแบบอื่น

> บริหารในรูปคณะกรรมการ

> อาจไม่คล่องตัวในบางสถานการณ์

> ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงกว่าบุคคลธรรมดา

> ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี

Credit : www.bangkokbanksme.com


  • 2

ถูกหวยต้องเสียภาษีไหม ?

Category:Uncategorized Tags : 

การถูกลอตเตอรี่ หรือได้รางวัลชิงโชคต่าง ๆ ทั้งการส่งรหัสใต้ฝาชิงโชค หรือตอบคำถามร่วมสนุกในรายการทีวี หนังสือพิมพ์ รางวัลที่ได้รับล้วนต้องถูกเก็บภาษีทั้งนั้น โดยรางวัลแต่ละประเภท จะถูกเก็บภาษีในรูปแบบและอัตราที่แตกต่างกัน ส่วนจะโดนเก็บภาษียังไงบ้างนั้น ตามมาดูกัน

ถูกหวย-รางวัลชิงโชค ต้องเสียภาษีประเภทไหน อย่างไรบ้าง ?

          สามารถแบ่งประเภทของรางวัลออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล และรางวัลชิงโชคอื่น ๆ โดยมีรูปแบบการเก็บภาษี ดังนี้
1. สลากกินแบ่งรัฐบาล

หากถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ถูกรางวัลจะโดนหักค่าอากรแสตมป์ หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทันทีที่ไปขึ้นเงินในอัตรา 0.5% ของเงินรางวัล หากเป็นสลากแบบธรรมดา แต่ถ้าเป็นสลากการกุศลชุดพิเศษ จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตรา 1% โดยทั้ง 2 แบบจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ไม่ต้องนำเงินรางวัลไปยื่นภาษีประจำปีอีก

 2. เงินรางวัลชิงโชคอื่น ๆ
          แต่หากเป็นเงินรางวัลจากการชิงโชคอื่น  ๆ เช่น ส่งรหัสใต้ฝา ทายบอลผลโลก ตอบคำถามร่วมสนุก เป็นต้น จะโดนเก็บทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5%
Credit : www.kapook.com

  • 0

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี

Category:Uncategorized Tags : 

   อาชีพทางการบัญชี ถือเป็น หนึ่งอาชีพที่ติดอันดับในประชาคมอาเซียน เลยที่เดียว นั้นหมายความว่า ถ้าหาก เยาวชนไทยคนใดที่มีความสนใจ ในการศึกษาวิชาการด้านการบัญชี ก็จะเป็นบุคลากรเป้าหมายของประเทศในกลุ่มอาเซียน

วันนี้ ดิฉันในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาด้านการบัญชี จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ มาศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชี  นั้นคือ ความหมายของ  สินทรัพย์   หนี้สิน  และส่วนของเจ้าของ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ที่สนใจในการศึกษาวิชาการบัญชี ควรต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก โดยมีสาระ  เบื้องต้นดังนี้

สินทรัพย์(Assest)  หมายถึง  สิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินโดยมีบุคคลหรือกิจการเป็นเจ้าของ  เช่น  เงินสด  เงินฝากธนาคาร  สลากออมสิน  พันธบัตรรัฐบาล  สัมปทานเหมืองแร่  ลิขสิทธิ์เพลง เป็นต้น

หนี้สิน(Liability)  หมายถึง ภาระผูกพันที่บุคคลภายนอกพึงมีต่อกิจการอันเกิดจากการซื้อสินทรัพย์ หรือการใช้บริหารและยังไม่ได้ชำระเงินให้หรือชำระเพียงบางส่วน  เช่น ซื้อรถยนต์โดยผ่อนชำระ  ซื้อคอมพิวเตอร์โดยแบ่งชำระ  4 งวด ซื้อเฟอร์นิเจอร์โดยขอเครดิต1เดือน  ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ายังไม่ได้นำเงินไปชำระ  เป็นต้น

ส่วนของเจ้าของ(Owner,s equity) หมายถึง กรรมสิทธิ์ที่บุคคลหรือกิจการมีในสินทรัพย์  ซึ่งคำนวณได้จาก     สินทรัพย์  – หนี้สิน  และในกรณีที่บุคคลหรือกิจการ    ไม่มีหนี้สิน  ส่วนของเจ้าของ= สินทรัพย์     ดังนั้นส่วนของเจ้าของอาจเรียกว่าสินทรัพย์สุทธิ(Net Assets or  Net  Worth)

Smartbizบัญชี-เงินเดือน-ผลิต


  • 0

การเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ-ภาษีขายที่เกี่ยวข้องกับ ERP

Category:Uncategorized Tags : 

การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30

เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 30 (ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมกับชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ทำการคำนวณออกมาแล้วว่าภาษีขายมีจำนวนที่มากกว่าภาษีซื้อในเดือนนั้นๆ

ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ – ภาษีขาย

1. ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีซื้อ

  • ทำการรวบรวมสำเนาใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่เกิดจากการซื้อสินค้า หรือจ่ายค่าบริการต่างๆ เกี่ยวข้องส่งผลประโยชน์ให้กับบริษัท โดยที่ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจะต้องไม่ใช่ภาษีต้องห้ามตามที่สรรพากรได้กำหนดไว้
  • จัดทำรายงานภาษีซื้อ สำหรับใบกำกับภาษีที่เกิดจากการซื้อสินค้า หรือค่าใช้จ่ายภายในกิจการ ที่เกิดขึ้นในเดือนที่จัดทำ ภ.พ. 30 ทั้งหมด

2. ขั้นตอนในการเตรียมเอกสารส่งภาษีขาย

  • ทำการรวบรวมสำเนาใบกำกับ ที่เกิดจากการขายสินค้า หรือขายบริการต่างๆ ออกไป
  • จัดทำรายงานภาษีขายสำหรับใบกำกับภาษีที่มียอดจากการขายสินค้าและบริการ ของเดือนที่ทำการออกใบกำกับภาษี รวมไปถึงการจัดทำรายงานให้กับใบกำกับภาษีที่ถูกยกเลิก ใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ด้วย

3. จัดทำฟอร์ม ภ.พ. 30

หลังจากที่จัดเตรียมเอกสาร หรือรายการภาษีซื้อ และภาษีขายกันไปแล้วต่อมาก็เป็นขั้นตอนของการกรอกแบบฟอร์ม ภ.พ.30 เพื่อนำยอดของภาษีซื้อ และภาษีขายที่รวบรวมจัดทำรายงานเพื่อทำการเปรียบเทียบคำนวณว่าภาษีขายมีจำนวนที่มากกว่าภาษีซื้อในเดือนนั้นๆ หรือไม่ การคำนวณก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำ ภาษีขาย  –  ภาษีซื้อ เท่านี้เราก็จะได้จำนวนของ ภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิแล้ว หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อกิจการจะต้องนำส่งกรมสรรพากร

ERP product


  • 0

สรุปภาษีมรดกอย่างย่อ

Category:Uncategorized Tags : 

สำหรับภาษีมรดกสรุปได้ดังนี้

  • กฎหมายที่มีผลต่อการเสียภาษีมรดก มี 2 ตัวที่สำคัญคือ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 และพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558
  • ภาษีมรดกจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ภาษีจากการรับมรดก (ผู้ให้เสียชีวิตแล้ว) และภาษีจากการรับให้ (ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่)

ภาษีจากการรับมรดก

  • ภาษีจากการรับมรดก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เงินฝาก ยานพาหนะ ทรัพย์สินทางการเงิน มูลค่าเกิน 100 ล้านบาท บุคคลธรรมดาเสียภาษี 10% ของมรดกส่วนเกิน 100 ล้านบาท ส่วนบุพการีและผู้สืบสันดาน เสียภาษี 5% ของมรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี
  • ภาษีจากการรับมรดก ต้องยื่นแบบเสียภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดก หากไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ปรับ 1 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ หากยื่นไม่ครบถ้วน ปรับ 0.5เท่าของภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม ไม่ชำระภาษีให้ครบภายในกำหนดเวลา เสียเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ ไม่รวมเบี้ยปรับ หากไม่ยื่นแบบ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หากซ่อนเร้นปิดบัง ทำลายระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 400,000 บาท ฯลฯ
  • บุคคลที่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีได้แก่ ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกที่ตายก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ คู่สมรส ใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ หน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ

ภาษีจากการให้

สังหาริมทรัพย์

  • บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส เสียภาษี 5% จากมูลค่าทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ส่วนบุคคลอื่น เสียภาษี 5% จากมูลค่าทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท
  • ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนเกินหรือนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น
  • ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

อสังหาริมทรัพย์

  • บิดามารดาโอนกรรมสิทธิให้บุตรไม่รวมบุตรบุญธรรม เสียภาษี 5% จากมูลค่าส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท
  • ให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ในคราวเดียวกันที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาท

Credit : www.pptvhd36.com


  • 0

คำอธิบายภาษีเงินได้ระหว่างประเทศและหลักการทั่วไปของอนุสัญญาภาษีซ้อน (ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)

Category:Uncategorized Tags : 

ส่วนที่ 1 ภาษีเงินได้ระหว่างประเทศ : หลักเกณฑ์ในทางทฤษฎีที่รัฐใช้กำหนดภาระให้บุคคลต่าง ๆ หลักเกณฑ์ที่รัฐใช้เก็บภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรไทย ; รูปแบบต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจของนิติบุคคลต่างประเทศและภาระภาษี ; ประเภทเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ; การเก็บภาษีจากนิติบุคคลต่างประเทศ กรณีประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ; การเก็บภาษีจากนิติบุคคลต่างประเทศ กรณีมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ; ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร ; การขจัดภาษีซ้อนโดยวิธีเครดิตภาษีตามกฎหมายภายใน ; การเฉลี่ยค่าใช้จ่ายระหว่างระหว่างสำนักงานงานใหญ่กับสาขาและบริษัทในเครือ ; การกำหนดราคาโอน

ส่วนที่ 2 หลักการทั่วไปของอนุสัญญาภาษีซ้อน : ความทั่วไปเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ; ขั้นตอนการใช้และเทคนิคการอ่านอนุสัญญาภาษีซ้อนให้เข้าใจง่าย ; ขอบข่ายของอนุสัญญาภาษีซ้อน ; การเสียภาษีของเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ ; การเสียภาษีสำหรับเงินปันผล ; การเสียภาษีสำหรับดอกเบี้ย ; การเสียภาษีสำหรับค่าสิทธิ ; การเสียภาษีสำหรับเงินได้จากอสังหาริมทรัพย์; การเสียภาษีสำหรับเงินได้จากการขนส่งทางเรือและทางอากาศยาน ; การเสียภาษีสำหรับผลได้จากทุน ; การเสียภาษีสำหรับเงินได้จากการให้บริการส่วนบุคคล ; การเสียภาษีสำหรับค่าป่วยการกรรมการ ; การเสียภาษีของนักแสดงและนักกีฬา และผู้จัดให้มีการแสดงการแข่งขัน ; การเสียภาษีจากเงินบำนาญเอกชน ค่าตอบแทนและเงินบำนาญจากงานรัฐบาล ; การเสียภาษีของนักศึกษาและผู้รับการฝึกอบรม ศาสตราจารย์ ครูและนักวิจัย ; การเสียภาษาสำหรับเงินได้อื่น ; วิธีการขจัดภาษีซ้ำซ้อน ; การเริ่มใช้และการเลิกใช้บังคับอนุสัญญาภาษีซ้อน ; กลุ่มบทบัญญัติ อื่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้อนุสัญญาเป็นไปโดยราบรื่น

Credit : https://www.car.chula.ac.th

 


  • 0

ทำไมต้องวางแผนภาษี

Category:Uncategorized Tags : 

การวางแผนภาษี  คือ  การกำหนดแนวทางปฎิบัติในการเสียภาษี  เพื่อให้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง  และสามารถประหยัดภาษีได้สูงสุด

          ทำไมต้องมีการวางแผนภาษี
        1.  เพื่อให้เสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
2.  เพื่อป้องกันโทษ  และความรับผิดจากการเสียภาษีที่ผิดพลาด
3.  เพื่อให้ได้รูปแบบแนวทางที่ประหยัดภาษีสูงสุด
4.  ช่วยลดต้นทุนทำให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.  เพื่อรักษาความมั่งคั่งของผู้เสียภาษี

          ประเภทของภาษีอากร
         1.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
2.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล
3.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม
4.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ
5.  ภาษีศุลกากร
6.  ภาษีสรรพสามิต
7.  ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
8.  ภาษีบำรุงท้องที่
9.  ภาษีป้าย
10.  ค่าธรรมเนียม
11.  อากรแสตมป์
ภาษีอากรแต่ละประเภทมีอัตราและวิธีปฎิบัติในการเสียภาษีต่างกัน  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจึงต้องศึกษารายละเอียดของภาษีอากรแต่ละประเภท  เพื่อให้การเสียภาษีของเราได้รับประโยชน์สูงสุด

         ประเภทของผู้เสียภาษี
          

          1. ประเภทบุคคลธรรมดา
กฎหมายกำหนดให้นำรายได้  หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆแล้ว  มาเป็นฐานในการคำนวนภาษี โดยใช้เกณฑ์เงินสด  ( cash  basis)  เป็นตัวตั้ง  ขณะที่อัตราภาษีใช้อัตราก้าวหน้า
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ได้แก่
1.  บุคคลธรรมดา
2.  ห้างหุ้นส่วนสามัญ
3.  คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
4.  ผู้ถึงแก่ความตายในระหว่าปีภาษี
5.  กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

          2. ประเภทนิติบุคคล
          โดยทั่วไปกำหนดให้เก็บภาษีจากกำไรสุทธิ  โดยเก็บรอบระยะเวลาบัญชีละ  2  ครั้ง  เสียภาษีในอัตราคงที่  30%  เว้นแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน  หรือกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  กำไรที่เกิดขึ้นนี้ใช้เกณฑ์สิทธิ  หรือเกณฑ์ในการรับรู้รายได้ทันที  เมื่อมีการขายหรือการให้บริการ
โดยไม่คำนึงว่าจะมีการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ได้แก่
1.  บริษัทจำกัด
2.  บริษัทมหาชนจำกัด
3.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด
4.  ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
5.  กิจการร่วมค้า  ( join  venture )
6.  มูลนิธิหรือสมาคม
ผู้เสียภาษีแต่ละประเภท  ยังแบ่งย่อยลงไปเป็น  องค์กรธุรกิจ  หรืออาชีพ  ที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งแต่ละธุรกิจแต่ละอาชีพ  มีอัตราภาษี  ค่าใช้จ่าย  และค่าลดหย่อนที่แตกต่างกัน     ผู้มีเงินได้  จึงควรศึกษาแต่ละธุรกิจ  แต่ละอาชีพให้ถ่องแท้ก่อนจะดำเนินธุรกิจ  เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษี  นำไปสู่การได้เปรียบทางต้นทุนเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันในที่สุด

           ผลกระทบจากการวางแผนภาษีที่ผิดพลาด
1.  ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม
2.  ต้องเสียเบี้ยปรับ
3.  ต้องเสียเงินเพิ่ม  ( ดอกเบี้ยของข้อ 1.  และ  2. )
4.  ต้องรับโทษทางอาญา  ( ปรับ , จำคุก )
5.  อาจถึงขั้นสูญเสียธุรกิจ

Credit : www.thaifinancialadvisor.com


  • 0

การออกใบกำกับภาษีต้องมีสาระสำคัญอย่างไร จึงจะถือว่าถูกต้อง

Category:Uncategorized Tags : 

การขายสินค้าหรือการให้บริการ หลักฐานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นใบรับที่แสดงการรับชำระเงินหากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะต้องมีใบกำกับภาษีมาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากใบเสร็จรับเงิน ลักษณะของใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจะต้องมีสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้จึงจะถือว่าถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะใช้ใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินในฉบับเดียวกันก็ได้

ทั้งนี้ นิยามคำว่า “ใบรับ” ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร หมายความว่า

(ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝาก หรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ

(ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว

บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ

สาระสำคัญและกฎหมายของใบกำกับภาษีและใบรับ สรุปได้ดังนี้

รายการ สาระสำคัญ กฎหมายอ้างอิง ตามประมวลรัษฎากร
ใบรับ

(ตัวอย่างใบรับ)

1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

2. ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

3. เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ

5. จำนวนเงินที่รับ

6. ชนิด ชื่อ จำนวนและราคาสินค้า ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าเฉพาะชนิดที่มีราคาตั้งแต่ หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป

มาตรา 105 ทวิ
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป)

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ จดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86 วรรคสี่หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/4
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อ)

1. คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ หรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจด ทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี

3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

5. ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/6
ใบเพิ่มหนี้

(ตัวอย่างใบเพิ่มหนี้)

1. คำว่า “ใบเพิ่มหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบเพิ่มหนี้ และในกรณีตัวแทนเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้

5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มสำหรับส่วนต่างนั้น

6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 86/9
ใบลดหนี้ 1. คำว่า “ใบลดหนี้” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบลดหนี้และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบลดหนี้

5. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่างของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น

6. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุในการออกใบลดหนี้

7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

 

ฟรี โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป https://www.crystalsoftwaregroup.com/download/free-download/

Credit : www.rd.go.th


  • 0

ผู้มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี

Category:Uncategorized Tags : 

1.   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

2.   ผู้ขายทอดตลาดที่มิใช่ส่วนราชการ ซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยให้ผู้ขายทอดตลาดออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สิน(มาตรา 86/3 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.87/2542)

3.   ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนในราชอาณาจักร โดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (มาตรา 86 วรรคสี่)

4.   ตัวแทนในราชอาณาจักร ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักร ตัวแทน จะออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้ต่อเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนอกราชอาณาจักร ได้ยื่นคำขออนุมัติตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/2)

5.   ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว โดยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรม-สรรพากรกำหนด (มาตรา 85/3 และมาตรา 86 วรรคสอง)

6.   ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเลิกประกอบกิจการหรืออธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุดประกอบกิจการ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (มาตรา 86/11)

7.   ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ได้แจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับอนุมัติให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี (มาตรา 82/3)

 

Credit : www.rd.go.th


  • 0

กฎหมายภาษีแก้ไขใหม่ ใครสุ่มเสี่ยง โดนตรวจสอบ

Category:Uncategorized Tags : 

ประมวลรัษฎากรที่เพิ่งแก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และมีผลให้ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลจะต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรครั้งนี้ เชื่อว่าอาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่มีเงินฝากหรือรับเข้าบัญชีธนาคารเกือบทุกคนครับ

ตามประมวลรัษฎากรฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดหน้าที่ให้กับสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลลูกค้าที่มีลักษณะพิเศษให้แก่กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะพิเศษในปีที่ล่วงมาที่อยู่ใน ความครอบครองให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

(1) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(2) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ธุรกรรมลักษณะพิเศษตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมาดังต่อไปนี้
(1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้ง
(2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้ง และมียอดรวมของ ธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป

Credit : www.thairath.co.th